<?xml version="1.0" encoding="utf-8" ?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:syn="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/">




    



<channel rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/search_rss">
  <title>Thailand Adaptation</title>
  <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation</link>

  <description>
    
            These are the search results for the query, showing results 1 to 15.
        
  </description>

  

  

  <image rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/logo.png"/>

  <items>
    <rdf:Seq>
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/TRF_Project_Set"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project6"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project4"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project3"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project2"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project8"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project7"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/projects"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/research"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/copy_of_articles"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project5"/>
      
      
        <rdf:li rdf:resource="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project1"/>
      
    </rdf:Seq>
  </items>

</channel>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/TRF_Project_Set">
    <title>ชุดโครงการวิจัยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/TRF_Project_Set</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<p class="mceContentBody documentContent">โครงการวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทยที่ได้รับการสนุบสนุนโดย สกว.ไปแล้ว มี ดังนี้</p>
<h2><b>โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ</b></h2>
<h3><b>2556:</b></h3>
<ul>
<li>การปรับตัวของเกษตรปลูกข้าวในทุ่งระโนดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</li>
<li>พัฒนารูปแบบชุมชนและที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษาน้ำท่วม</li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project9" class="internal-link">แนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กรณีศึกษา เทศบาลนครสมุทรปราการ</a></li>
</ul>
<h3><b>2555:</b></h3>
<h3></h3>
<ul>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project6" class="internal-link">การศึกษากลไกการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตรต่อสภาะอากาศรุนแรง โดยระบบประกันภัยพืชผล: กรณีศึกษาระบบเพาะปลูกข้าว</a></li>
</ul>
<p> </p>
<ul>
</ul>
<h2>โครงการเสร็จสิ้นสมบูรณ์</h2>
<h3><b>2556:</b></h3>
<ul>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project7" class="internal-link">การออกแบบและพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงของเมืองในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบจำลองต้นแบบ</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project8" class="internal-link"><span class="internal-link"><span class="internal-link">การประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษานำร่องในบริบทของจังหวัดต่อสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศแบบบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รว</span>ม</span></a></li>
</ul>
<h3><b>2555:</b></h3>
<ul>
<a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/Research/project_folder/project2" class="internal-link"></a>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project5" class="internal-link"><span class="internal-link"><span class="internal-link">บ้านพักอาศัยพื้นถิ่นกับความสามารถในการรับมือต่อความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษา ชุมชนริมน้ำ  อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา</span></span></a></li>
</ul>
<h3><b>2554:</b></h3>
<ul>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/Research/project_folder/project1" class="internal-link">ความเปราะบาง การสื่อสารความเสี่ยง และการปรับตัวของเกษตรกรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project2" class="internal-link">กลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษาเปรียบเทียบเครือข่ายลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และเครือข่ายลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project4" class="internal-link">การปรับตัวของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project3" class="internal-link">แนวทางการวางแผนด้านผังเมืองเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษาปัญหาน้ำท่วมและแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน จังหวัดสุราษณ์ธานี</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-21T07:55:00Z</dc:date>
    <dc:type>Portlet Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project6">
    <title>การศึกษากลไกการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตรต่อสภาวะอากาศรุนแรง โดยระบบประกันภัยพืชผล: กรณีศึกษาระบบเพาะปลูกข้าว</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project6</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: center; "></h2>
<h2 style="text-align: center; ">
<p align="center" class="MsoNormal"><b><span>The Study of Agricultural Risk Management Mechanism for Preparation toward Extreme Weather </span></b><b><span>Conditions using Crop Insurance: The Case Study of Thailand's Rice Cultivation</span></b></p>
</h2>
<p> </p>
<h2>คณะผู้วิจัย</h2>
<h2></h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td>ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์</td>
<td>
<div id="_mcePaste">คณะ<span>เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td><span>ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์</span></td>
<td>The Australian National University <span>ภาควิชา </span>Crawford School of Economics and Government</td>
</tr>
<tr>
<td><span>ดร.ปรีสาร รักวาทิน</span></td>
<td>สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</td>
</tr>
<tr>
<td><span>ดร.ธนสิน ถนอมพงษ์พันธ์</span></td>
<td>สำนักการจัดการ มหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: left; "> </p>
<p style="text-align: left; "><span>ระยะเวลาดำเนินการ</span></p>
<p>18 เดิอน [สิงหาคม 2555 -  มกราคม 2557]</p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p>โครงการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะศึกษาแนวทางการบริหารความเสี่ยงของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยระบบประกันภัยพืชผลและการกระจายความเสี่ยงของประเทศไทยโดยผ่านกลไกการเงินนานาชาติ โดยการวิจัยจะเป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลภูมิสารสนเทศเกี่ยวกับการเพาะปลูก ข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งแสดงความเสียหายของข้าวที่เกิดจากสภาวะอากาศรุนแรง ข้อมูลเกี่ยวสถานภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และข้อมูลตลาดโลกของข้าวและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เข้าร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ในหลายสาขาทั้งวิธีการประมวลผลด้วยเทคโนโลยีสัมผัสระยะไกล (remote sensing) การประมวลผลด้วยเทคนิคด้านภูมิสารสนเทศ ร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการเงิน ซึ่งการบูรณาการข้อมูลและวิธีวิเคราะห์เหล่านี้จะนำไปสู่ความเข้าใจขององค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการผลิตข้าวและแนวทางบริหารความเสี่ยง รวมถึงแนวทางการพัฒนากลไกเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวในอนาคต โดยโครงการวิจัยได้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักได้แก่</p>
<p>1) การประเมินความเสียหายของการผลิตข้าวในพื้นที่สำคัญ 2 พื้นที่ ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ โดยการศึกษาและพัฒนาวิธีการประเมินความเสียหายที่เกิดจากสภาวะอากาศรุนแรงจากการใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) รวมถึงการความสัมพันธ์ของผลที่ได้จากวิธีการวิเคราะห์ดัง<br />กล่าว กับข้อมูลความเสียหายที่ได้จากการรายงานผ่านกระบวนการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดระบบดัชนีในการออกแบบกรมธรรม์ประกันภัยพืชผล<br />2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลทั้งด้านการวิเคราะห์คุณลักษณะของความเสี่ยง การคำนวณราคาเบี้ยประกัน และการบริหารความเสี่ยงของผู้รับประกันภัย โดยใช้ข้อมูลความเสียหายที่ได้จากการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) ข้อมูลสภาพอากาศ ร่วมกับวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย และเสนอแนะรูปแบบกรมธรรม์ที่เหมาะสม<br />3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบริหารเงินทุนประกันภัย และบทบาทของภาครัฐในการบริหารความเสี่ยงและพัฒนาตลาด โดยการกระจายความเสี่ยงภายในประเทศระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวบริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติโดยใช้เครื่องมือทางการเงินในตลาดสินค้าซื้อขายล่วงหน้า หรือในตลาดตราสารทางการเงินอื่นๆ เช่น พันธบัตรภัยพิบัติ (catastrophe bond) เพื่อเสนอแนะกรอบระบบประกันภัยด้านการผลิตข้าว และการบริหารความเสี่ยงของประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต</p>
<p>โครงการวิจัยนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีการบูรณาการข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ในหลายสาขาเพื่อประเมินถึงคุณลักษณะความเสี่ยง และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมของทั้งภาคเกษตรกร ภาครัฐ และผู้มีส่วนร่วมในภาคอื่นๆ ในการรับมือกับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ จากสภาวะอากาศรุนแรงซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปในอนาคตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p style="text-align: justify; "><span><br /></span></p>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</h2>
<p>1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) ในการติดตามและประเมินความเสียหายของการเพาะปลูกข้าวที่ประสบอุทกภัย และภัยแล้ง บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง<br />2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยโดยใช้ข้อมูลความเสียหายที่ได้จากเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ และวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ในวิเคราะห์คุณลักษณะของความเสี่ยง และการกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยและการประเมินราคาเบี้ยประกัน<br />3) เพื่อศึกษาแนวทางการกระจายความเสี่ยงของผู้รับประกันภัย และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนและร่วมพัฒนาตลาด รวมถึงบริหารความเสี่ยงทั้งในกรณีของการกระจายความเสี่ยงภายในประเทศ และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติ</p>
<p><span><br /></span></p>
<h2></h2>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p><span> </span><span>1) รวบรวมและจัดสร้างระบบฐานข้อมูลในช่วงแรกของการวิจัยจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลลักษณะการใช้พื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ข้อมูลผลผลิตพืชไร่ในอดีต และข้อมูลผลการพยากรณ์ผลผลิตพืชไร่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ข้อมูลทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ปลูกพืชไร่ และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ในการศึกษาด้านเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) นอกจากข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศเหล่านี้แล้ว การศึกษานี้ยังเก็บรวบรวมข้อมูลในอดีตของตลาดสินค้าเกษตรโลก เพื่อใช้ประกอบแบบจำลองตลาดโลกของการค้าข้าว และข้อมูลในอดีตของสินค้าโภคภัณฑ์และพันธบัตรภัยพิบัติ</span></p>
<p>2) ศึกษาและพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) ในการติดตามและประเมินผลกระทบของอุทกภัยและภัยแล้ง</p>
<p style="padding-left: 30px; ">2.1) การวิเคราะห์พื้นที่ประสบอุทกภัย จะเป็นการใช้โปรแกรมประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียมประเภท Synthetic ApertureRadar (SAR) ซึ่งมีความสามารถทะลุทะลวงเมฆขณะถ่ายภาพ ทำให้ถ่ายภาพพื้นที่น้ำท่วมในทุกสภาวะอากาศสำหรับการหาพื้นที่น้ำท่วมจากภาพ SAR นั้นจะอาศัยคุณสมบัติการวัดการสะท้อนกลับของคลื่นเรดาห์ (RadarBackscattering) โดยบริเวณที่มีน้ำท่วมซึ่งมีพื้นผิงเรียบจะมีค่า Radar Backscatter ต่ำ แต่พื้นแผ่นดินซึ่งถือเป็นพื้นผิวที่ขรุขระจะมีค่า Radar Backscatter ที่สูง ทำให้สามารถนำเทคนิค Thresholding มาแบ่งแยกพื้นที่น้ำท่วมออกมาจากพื้นที่อื่นๆได้ง่าย นอกจากนี้จะนำพื้นที่น้ำท่วมที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมประเภท SAR มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนที่การใช้ที่ดิน แบบจำลองลักษณะภูมิประเทศ จากนั้นนำข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมมาซ้อนทับกับข้อมูลขอบเขตการปกครองในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมแต่ละช่วงเวลา (GISDatabase) ทั้งนี้ พื้นที่น้ำท่วมดังกล่าวอาจรวมถึงพื้นที่น้ำท่วมขังถาวร แต่ไม่รวมถึงห้วย หนอง คลองบึง หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงบริเวณที่น้ำท่วมขังในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p style="padding-left: 30px; ">2.2) การวิเคราะห์พื้นที่ประสบภัยแล้ง ซึงใช้ข้อมูลค่าดัชนีพืชพรรณโดยใช้วิธีการ NDVI (Normalized Difference VegetationIndex) จากดาวเทียม Terra MODIS ตั้งแต่ปี 2000 จนถึง ปี 2011 เป็นข้อมูลราย 16 วัน และมีความละเอียดเชิงพื้นที่250 เมตร มาคำนวณดัชนีสภาวะของพืชพรรณ (Vegetation Condition Index: VCI) ในช่วงเวลา 16 วันของข้อมูลค่าดัชนีพืชพรรณผลต่างแบบนอร์แมลไลซ์ ทั้งนี้ การคำนวณสภาวะของอุณหภูมิ (Temperature Condition Index: TCI) จะใช้การรวมค่าความสว่างของจุดภาพสูงสุด ในช่วงเวลา 16 วันของค่าอุณภูมิความสว่าง ค่า TCI เป็นค่าที่ได้จากการทำให้เป็นบรรทัดฐานด้วยค่าสูงสุด และค่าต่ำสุดของค่าอุณภูมิความสว่างในหลากหลายปีการคำนวณ Vegetation-Temperature Condition Index (VTI) โดย VTI คือค่าเฉลี่ยของ VCI และ TCI ซึ่งค่าของ VTI ที่คำนวณได้จะแสดงถึงสภาวะของพืชพรรณ รวมถึงการประสบภัยแล้งของพืช</p>
<p style="padding-left: 30px; ">2.3) การวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม MODIS โดยใช้สัญญาณค่า NDVI โดยการวิเคราะห์สัญญาณของ NDVIสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อระบุรูปแบบการปลูกข้าว ระยะการเจริญเติบโตของข้าว และการใช้ NDVI ในการตรวจสอบความเสียหายของข้าวจากภัยพิบัติ โดยใช้พารามิเตอร์ที่สำคัญซึ่งแสดงถึงฤดูกาล เช่น เวลาของการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของฤดูการเพาะปลูก หรือการใช้ตัวกรองสัญญาณ (filter) ในการทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีผลกระทบจากสัญญาณรบกวนที่ลดลงและทำให้มีเสถียรภาพของสัญญาณดีขึ้น โดยงานวิจัยของ Eklundh (2009) ได้เสนอแนะวิธีการบ่งชี้ฤดูกาลเพาะปลูกจากสัญญาณของ NDVI โดยกำหนดให้ เวลาเริ่มต้นฤดูปลูกข้าวคือเวลาที่สัญญาณค่า NDVI ได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนดไว้ ในขณะเดียวกันเวลาเก็บเกี่ยวสิ้นสุดของฤดูคือเวลาที่ค่า NDVI ได้ลดลงไประดับผู้กำหนดวัดจากระดับต่ำสุดที่เหมาะสม จากวิธีการดังกล่าว ทำให้สามารถทราบความยาวของฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งหากนำข้อมูลความยาวของแต่ละฤดู มาประกอบกับข้อมูลน้ำท่วมที่ได้มาจากการ Threshold จากภาพถ่ายดาวเทียม Radarsat 1-2และข้อมูลภัยแล้ง ก็จะช่วยทำให้การประเมินมูลค่าความเสียหายของข้าว ณ สถานะการปลูกในช่วงเวลาต่างๆ ได้ละเอียดมากขึ้น</p>
<p>3) แนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยโดยใช้ข้อมูลความเสียหายที่ได้จากเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing)ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลเศรษฐกิจครัวเรือน</p>
<p style="padding-left: 30px; ">3.1) ศึกษาการนำข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) และข้อมูลสภาพอากาศ ร่วมกับข้อมูลความเสียหายของการปลูกข้าวที่เกิดขึ้นจากภัยแล้งและอุทกภัย(จัดเก็บโดยกระทรวงเกษตรฯ) และข้อมูลภาวะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน (จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ) มารวบรวมเป็นฐานข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์สารสนเทศและจัดทำ(1) ดัชนีความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากการเหตุภัยแล้ง และอุทกภัย 3(2) จัดสร้างสมการที่แสดงความสัมพันธ์ดังกล่าว (หรือ สมการแสดงความเสียหาย (Loss Function))</p>
<p style="padding-left: 30px; ">3.2) ศึกษาการกำหนดเงื่อนไขและการคำนวณราคาของประกันภัยพืชผล</p>
<p style="padding-left: 30px; ">3.3) ภายหลังจากการประมาณสมการแสดงความเสียหาย (Loss Function)) และการคำนวณมูลค่าเบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้รับประกันภัย (Actuarial fair price) กลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งในการศึกษาความเป็นไปได้และความยั่งยืนของระบบประกันภัยนี้คือ การศึกษาบทบาทที่ภาครัฐควรมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจัดแบ่งออกเป็นระดับของความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk layering approach) ของเกษตรกร ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้เห็นเข้าใจถึงขีดจำกัดในรับความเสี่ยงของแต่ภาคส่วน นอกจากนี้คุณลักษณะของประกันภัยพืชผล(สำหรับการเพาะปลูกข้าว)ที่ได้ศึกษาแนวทางการจัดสร้างตามรายละเอียดใน 3.1 – 3.2 จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับโครงการประกันภัยพืชผลที่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อศึกษาถึงจุดแข็งและข้อจำกัดของการรับประกันภัยแต่ละแบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการรับประกันภัยพืชผลต่อไป</p>
<p>4) ศึกษาความเป็นไปได้ในการกระจายความเสี่ยงของผู้รับประกันภัย(Insurer)เนื่องจากผู้รับประกันภัยจะต้องการเผชิญกับความเสี่ยงของภัยที่จะเกิดขึ้น การศึกษาความเป็นไปได้ในการกระจายความเสี่ยงของผู้รับประกันจะช่วยให้ผู้รับประกันสามารถบริหารความเสี่ยงจากการรับประกันได้ดีขึ้น รวมไปถึงการส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยมีราคาลดลง ซึ่งจะนำผลดีมาสู่ทั้งผู้รับประกันและเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยนำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการประกันภัยพืชผล โดยคณะผู้วิจัยจะศึกษาแนวทางการกระจายความเสี่ยงผ่านทาง 2 วิธีการ คือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">4.1) การจัดสร้างพันธบัตรภัยพิบัติ(catastrophe bond) คณะผู้วิจัยจะศึกษาแนวทางในการจัดสร้างพันธบัตรภัยพิบัติ(catastrophe bond) ซึ่งจะใช้เป็นเงินทุนในการรับประกันภัยการเพาะปลูกข้าว และจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงผ่านการซื้อขายในตลาดระหว่างประเทศ และลดภาระทางการเงินของผู้รับประกันภัย ซึ่งในโครงการวิจัยนี้จะเปรียบเทียบคุณลักษณะพันธบัตรภัยพิบัติ(catastrophe bond) ที่จะจัดสร้างขึ้นกับพันธบัตรภัยพิบัติ(catastrophe bond) อื่นๆ ที่ซื้อขายในตลาดระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดสร้างและนำพันธบัตรดังกล่าวออกขายในอนาคต</p>
<p style="padding-left: 30px; ">4.2) การกระจายความเสี่ยงของผู้รับประกันโดยการใช้ตราสารในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในการศึกษานี้ คณะผู้วิจัยจะทำการศึกษาแนวทางการกระจายความเสี่ยงของผู้รับประกันโดยการใช้ตราสารในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า(Futures) เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยง โดยผู้วิจัยจะใช้วิธีการทางเศรษฐมิติในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและผลผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตหลักในโลก กับการเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวและสินค้าอื่นๆในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ณ เมืองชิคาโก และเมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา และการข้อมูลของการซื้อขายรวมถึงกลไกราคา ซึ่งความสัมพันธ์ที่ได้จากการศึกษาจะระบุถึงความเป็นไปได้ในพัฒนาระบบการกระจายความเสี่ยงผ่านทางตราสารในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และอาจนำไปสู่การพัฒนาให้โครงการประกันภัยฯ มีความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต</p>
<p>5) ศึกษาและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ระบบประกันภัยพืชผลที่ยั่งยืนผลการศึกษาใน 2) ถึง 4) จะนำมาสู่ข้อสรุปถึงศักยภาพและข้อจำกัดของประเทศไทยภายในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะผลลัพธ์ที่ได้ทั้งหมด คณะผู้วิจัยจะนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายซึ่งประกอบด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px; ">5.1) แนวทางการนำเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) และข้อมูลสภาพอากาศมาประยุกต์ในการติดตามและประเมินความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่อยู่ภายใต้โครงการประกันภัยพืชผล</p>
<p style="padding-left: 30px; ">5.2) แนวทางการคำนวณคุณลักษณะทางสถิติของความเสียหายและการกำหนดราคาเบี้ยประกันภัย ภายใต้โครงการรับประกันภัยพืชผลซึ่งใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) และข้อมูลสภาพอากาศ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">5.3) แนวทางของระบบประกันภัยพืชผลดังที่ใช้แนวทางใน 4.1) และ 4.2) โดยรัฐบาลเป็นผู้รับประกัน (Insurer) เองทั้งหมดหรือกรณีที่รัฐบาลอุดหนุนเบี้ยประกันหรือรับประกันภัยเพิ่มให้ในกรณีที่เกษตรกรอยู่เขตที่มีความเสี่ยงสูง หรือได้ทำการเพาะปลูกตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด</p>
<p style="padding-left: 30px; ">5.4) แนวทางที่รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านระบบตลาดประกันภัย หรือตลาดตราสารทางการเงิน/ตราสารในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยการที่รัฐบาลเป็นผู้รับประกันกับเกษตรกร และบริหารความเสี่ยงผ่านทางการจัดทำและจำหน่ายพันธบัตรภัยพิบัติในตลาดนานาชาติ หรือกระจายความเสี่ยงผ่านตราสารทางการเงินในการตลาดนานาชาติของสินค้าเกษตรล่วงหน้า</p>
<p style="padding-left: 30px; "> </p>
<h2></h2>
<h2>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h2>
<p>1) ระบบข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลภูมิสารสนเทศของสภาพภูมิอากาศ ผลผลิตข้าว ลักษณะความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และลักษณะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร</p>
<p>2) รายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อมูลและผลการวิเคราะห์ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบประกันภัยการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล(remote sensing) และข้อมูลสภาพอากาศ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงโดยใช้พันธบัตรภัยพิบัติหรือตราสารทางการเงินในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า</p>
<p><span>3) งานวิจัยที่พร้อมสำหรับการนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการและการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ</span></p>
<p> </p>
<h2>สรุปผลความก้าวหน้าการศึกษาวิจัย</h2>
<p>โครงการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะศึกษาแนวทางเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยในการบริหารความเสี่ยงของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการวิจัยจะเป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลภูมิสารสนเทศเกี่ยวกับการเพาะปลูก  ข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งแสดงความเสียหายของข้าวที่เกิดจากสภาวะอากาศรุนแรง ข้อมูลเกี่ยวสถานภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และข้อมูลตลาดโลกของข้าวและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เข้าร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ในหลายสาขาทั้งวิธีการทางภูมิสารสนเทศ การวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองผลผลิตพืช และวิธีการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการเงิน ซึ่งการบูรณาการข้อมูลและวิธีวิเคราะห์เหล่านี้จะนำไปสู่ความเข้าใจขององค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการผลิตข้าวและแนวทางบริหารความเสี่ยงซึ่งภาครัฐ  รวมถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคต โดยโครงการวิจัยได้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักได้แก่</p>
<p>1.  การประเมินความเสียหายของการผลิตข้าวในพื้นที่สำคัญ 2 พื้นที่ ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ โดยการศึกษาและพัฒนาวิธีการประเมินความเสียหายที่เกิดจากสภาวะอากาศรุนแรงจากการใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing)  รวมถึงการความสัมพันธ์ของผลที่ได้จากการวิเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) กับข้อมูลความเสียหายที่ได้จากการรายงานผ่านกระบวนการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</p>
<p>2.  ศึกษาและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยทั้งด้านการวิเคราะห์คุณลักษณะของความเสี่ยง การคำนวณราคาเบี้ยประกัน และการบริหารความเสี่ยงของผู้รับประกันภัย โดยใช้ข้อมูลความเสียหายที่ได้จากการรับรู้ระยะไกล (remote sensing)    ร่วมกับการประยุกต์ใช้แบบจำลองผลผลิตข้าว  และวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย</p>
<p>3.  ศึกษาแนวทางการพัฒนาบริหารเงินทุนประกันภัย โดยการกระจายความเสี่ยงภายในประเทศระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวบริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติโดยใช้เครื่องมือทางการเงินในตลาดสินค้าซื้อขายล่วงหน้า หรือในตลาดตราสารทางการเงินอื่นๆ เช่น พันธบัตรภัยพิบัติ (catastrophe bond)  เพื่อศึกษาแนวทางซึ่งนำไปสู่ระบบประกันภัยด้านการผลิตข้าวของประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต</p>
<p>โดยในช่วงเดือนที่ 1 – 6  (เดือนสิงหาคม 2555 – เดือนมกราคม 2556) ได้มีการดำเนินกิจกรรมตามที่ระบุในข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลดาวเทียม ได้แก่</p>
<p>กิจกรรม 1.1 การรวบรวมข้อมูลผลิตภัณท์ภาพถ่าย MODIS ผ่านเวปไซต์ LP DAAC และรวบรวมข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Radarsat 1-2</p>
<p>กิจกรรม 1.2 การเตรียมข้อมูลก่อนประมวลผล (Pre-processing): การปรับแก้เชิงแสง (radiometric correction) การปรับแก้เชิงเรขาคณิต (geometric correction), การกำจัดสัญญาณรบกวน (noise reduction)</p>
<p>ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรม ได้ผลผลิตตามแผนงานร้อยละ 100 นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังได้เพิ่มเติมการนำข้อมูลอีก 1 ชุดมาประกอบงานวิจัยนี้ คือ ข้อมูล KBDI (Keetch-Byram Drought Index) ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลดาวเทียมประกอบข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อแสดงถึงดัชนีความแห้งแล้งในจุดต่างๆ บนพื้นโลก โดยผู้วิจัยได้รวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวสำหรับบริเวณของประเทศไทย และจะนำข้อมูลนี้มาประกอบการบ่งชี้ภัยแล้งควบคู่ไปกับการใช้  VCI (Vegetation Condition Index)  และ  TCI (Temperature Condition Index) ตามที่ระบุในข้อเสนอโครงการ</p>
<p>นอกจากกิจกรรม 1.2 และ 1.3 แล้ว ในช่วงเดือนสิงหาคม 2555  - มกราคม 2556  ผู้วิจัยได้ดำเนินกิจกรรมที่ได้กำหนดไว้ว่าจะดำเนินการในช่วงเดือนที่ 4 – 12 ประกอบด้วย</p>
<p>กิจกรรม 1.3 การวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อแสดงพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยข้อมูลจะต้องผ่านตัวกรอง (filtering) เพื่อลดจุดกระ (speckle noise) จากนั้นนำเทคนิค thresholding มาแบ่งแยกพื้นที่น้ำท่วมออกมาจากพื้นที่อื่นๆ</p>
<p>กิจกรรม 1.4 การวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจวัดความแห้งแล้ง คำนวณโดยใช้ดัชนีสภาวะของพืชพรรณ (Vegetation Condition Index: VCI) ในช่วงเวลา 16 วัน และ คำนวณสภาวะของอุณหภูมิ (Temperature Condition Index: TCI) เพื่อหา Vegetation-Temperature Condition Index (VTI)</p>
<p><span>โดยผลผลิตของกิจกรรม 1.3 มีความก้าวหน้าร้อยละ 100 และกิจกรรม 1.4 คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและคำนวณค่าของ VCI และ TCI ในบริเวณภาคตะวันเฉียงเหนือแล้วเสร็จ และจะดำเนินการเปรียบเทียบกับข้อมูลภาคพื้น (ground data) เพื่อวิเคราะห์ความถูกต้อง  ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เพิ่มเติมการจัดสร้างดัชนีแสดงสภาวะแห้งแล้งเพิ่มเติมอีก 1 ดัชนี โดยวิธีการ NDVI – LST และจะนำมาใช้ร่วมกับดัชนี VCI  ดัชนี TCI และดัขนี KBDI ในการบ่งชี้จุดที่เกิดภัยแล้ง ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญร่วมกับตัวแปรอื่นๆ ของการหาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านภูมิอากาศที่ทำให้เกิดความสูญเสียของพื้นที่เพาะปลูกข้าว (กิจกรรมที่ 2.1) และจัดสร้างสมการอธิบายความสูญเสีย (Loss Function) ของพื้นที่นาข้าว(กิจกรรมที่ 2.2) และนำไปสู่การประเมินราคาประกันภัยพืชผลตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (กิจกรรมที่ 2.3) โดยความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตของแต่ละกิจกรรมด้านการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) กับการหาสัมพันธ์ของปัจจัยด้านภูมิอากาศที่ทำให้เกิดความสูญเสียในพื้นที่ปลูกข้าวและจัดสร้างสมการอธิบายความสูญเสีย มีลักษณะดังแสดงในแผนภาพที่ 1  และคณะผู้วิจัยจะดำเนินการตามแผนงานดังกล่าว และดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงเดือนที่ 7 – 18 ตามที่ระบุในข้อเสนอโครงการต่อไป</span></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p> </p>
</td>
<td>
<p class="Figure"> </p>
<p class="Figure" style="text-align: center; padding-left: 60px; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/DrNattapong_Project6_remote_sensing-n-loss_Fnc/@@images/e389a6f9-6d2e-4f83-98c9-ed3d7f53a363.png" alt="DrNattapong_Project6_remote_sensing-n-loss_Fnc" class="image-inline" title="DrNattapong_Project6_remote_sensing-n-loss_Fnc" /></p>
<p class="Figure" style="text-align: center; padding-left: 30px; "><b> <span style="text-align: left; ">ภาพที่ 1 </span></b><b>ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์ของกิจกรรมด้านการรับรู้ระยะไกล (remote   sensing) เพื่อจัดสร้างสมการแสดงความเสียหาย (Loss   Function)</b></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/ProgresnRpt1_RDG5530013_Dr_Nattapong" class="internal-link">รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1</a></h3>
<p> </p>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T03:10:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project4">
    <title>การปรับตัวของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project4</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: center; ">Adaptation of Paddy Farmer in KulaLonghai to Climate Change</h2>
<p> </p>
<h2><span><b>คณะผู้วิจัย</b></span></h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td>ดร.วิเชียร เกิดสุข</td>
<td>สถาบันวิจัยและพัฒนา  มหาวิทยาลัยขอนแก่น</td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวพัชรินทร์ ฤชุวรารักษ์</td>
<td>สถาบันวิจัยและพัฒนา  มหาวิทยาลัยขอนแก่น</td>
</tr>
<tr>
<td>นายกฤติภาส วิชาโคตร</td>
<td>สถาบันวิจัยและพัฒนา  มหาวิทยาลัยขอนแก่น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h2>ระยะเวลาดำเนินการ</h2>
<p><span>1  ปี  [</span><span>กย </span><span>2554 -<span> กย</span> 2555]</span></p>
<p> </p>
<h2><span><strong>รายละเอียดโดยย่อ</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify; ">โครงการมีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาบริบทของน้าต่อความเป็นอยู่ การดารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลุ่มน้าเสียวใหญ่ในปัจจุบัน 2) ศึกษาความเสี่ยงในวิถีการดารงชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ภายใต้แรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 3) ศึกษาผลสืบเนื่องของกลยุทธ์การปรับตัวของแต่ละชุมชนที่มีต่อชุมชน วิธีการศึกษาประกอบด้วย 4 วิธีการคือ 1. ประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน (RRA) 2. การจัดทาภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต 3. การจัดทาภาพฉายการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต และ 4. การปฏิบัติการมีส่วนร่วมของประชาชน (PAR)</p>
<p style="text-align: justify; ">ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ชุมชนในลุ่มน้าเสียวใหญ่มีความผูกพันกับทรัพยากรน้าและใช้ประโยชน์จากแม่น้าทั้งในการเกษตรและสาธารณูปโภค ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อความเป็นอยู่ การดารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ระบบเกษตรของทุกชุมชนศึกษามีความเสี่ยงทั้งน้าท่วมและฝนแล้ง มีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวเป็นอย่างมาก แต่วิธีการที่ชุมชนดาเนินการในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ส่งผลให้ระบบการเกษตรของแต่ละชุมชนในปัจจุบันมีความเสี่ยงและความเปราะบางแตกต่างกันไป การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตส่งผลให้ระบบเกษตรมีความเปราะบางมากกว่าปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: justify; ">สรุปและอภิปรายผล การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของชุมชนที่มุ่งแก้ปัญหาเพียงชุมชนใดชุมชนหนึ่งในอดีต อาจไม่ได้แก้ปัญหาหรือลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ อาจกลับเพิ่มความเสี่ยงและผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง แต่ดาเนินการร่วมกันหลายชุมชนและมีการมองภาพรวมทั้งระบบลุ่มน้าจะนาไปสู่การลดความเสี่ยง ลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ดีกว่า ทั้งช่วยลดความขัดแย้งและประหยัดงบประมาณ นอกจากนี้ การวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับชุมชนสามารถดาเนินการควบคู่ร่วมกับการวางแผนพัฒนาของชุมชนตามปกติโดยพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตรวมอยู่ด้วย</p>
<p style="text-align: justify; ">ข้อเสนอแนะ การขับเคลื่อนและขยายผลการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับพื้นที่ชุมชนไปสู่การกาหนดนโยบายและแผนงานขององค์กร</p>
<p> </p>
<h2>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</h2>
<p>1. เพื่อศึกษาบริบทของน้าต่อความเป็นอยู่ การดารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลุ่มน้าเสียวใหญ่ในปัจจุบัน</p>
<p>2. เพื่อศึกษาความเสี่ยงในวิถีการดารงชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ภายใต้แรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต</p>
<p>3. เพื่อศึกษาผลสืบเนื่องของกลยุทธ์การปรับตัวของแต่ละชุมชนที่มีต่อต่อชุมชนอื่น</p>
<p> </p>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p><strong>1. การคัดเลือกพื้นที่</strong></p>
<p style="text-align: justify; ">การคัดเลือกพื้นที่ศึกษาใช้ข้ อมูลผลการวิเคราะห์พื้นที่แห้งแล้งและน้้าท่วมซ้้าซากของกรมพัฒนาที่ดิน และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและน้้าท่วมของกรมชลประทาน ประกอบกับข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภูมินิเวศน์ของพื้นที่และภูมิหลังของชุมชนตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันจ้านวน 6 พื้นที่องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ประกอบกับการลงส้ารวจพื้นที่จริง</p>
<p><strong> 2. การสารวจและเก็บข้อมูลความเสี่ยง ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรในอดีต-ปัจจุบัน</strong></p>
<p>การศึกษาความเสี่ยง ความไวต่อความเสี่ยง และการปรับตัวของเกษตรในพื้นที่ศึกษาระดับชุมชนดังกล่าว ด้าเนินการใน 2 ขั้นตอนคือ</p>
<p style="text-align: justify; ">ขั้นตอนแรก การส้ารวจและเก็บข้อมูลความเสี่ยง ความไวต่อความเสี่ยง ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรในชุมชนต่อผลกระทบจากสภาพอากาศผันแปรในอดีตถึงปัจจุบัน ใช้วิธีการประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน (RRA) โดยการตั้งประเด็นค้าถามแบบปลายเปิด ด้าเนินสัมภาษณ์ตัวแทนเกษตรกร ผู้รู้และผู้น้าในชุมชน และตัวแทนบุคคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนต้าบลและหรือเทศบาลต้าบล) รวมจ้านวนทั้งสิ้น 120 คน เพื่อให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสี่ยง ความไวต่อความเสี่ยง ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรในชุมชนต่อผลกระทบจากสภาพอากาศผันแปรในอดีตถึงปัจจุบัน อันเป็นข้อมูลที่น้าไปสู่การด้าเนินการในขั้นตอนที่สองต่อไป</p>
<p style="text-align: justify; ">ขั้นตอนที่สอง ด้าเนินการจัดประชุมกลุ่มตัวแทนชุมชนพื้นที่ศึกษาทั้ง 6 ชุมชน ด้วยวิธีการปฏิบัติการมีส่วนร่วมของประชาชน (PAR) ในแต่ละชุมชนศึกษา มีผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มทั้งหมดจ้านวน 107 คน เพื่อให้ทราบถึงบริบทของทรัพยากรน้้าต่อความเป็นอยู่ การด้ารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ และเพื่อสรุปความเสี่ยง ความไวต่อความเสี่ยง และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละชุมชนในปัจจุบัน</p>
<p><strong>3. การจัดทาภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต</strong></p>
<p style="text-align: justify; ">จัดท้าภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจากแบบจ้าลองอากาศระดับโลก ECHAM4 ค้านวณเพิ่มรายละเอียดโดยโมเดลภูมิอากาศระดับภูมิภาค PRECIS ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบ A 2 ในพื้นที่ลุ่มน้้าชี-มูล ซึ่งเป็นลุ่มน้้าหลักของลุ่มน้้าเสียวใหญ่ (ลุ่มน้้าเสียวใหญ่เป็นลุ่มน้้าสาขาหนึ่งของลุ่มน้้ามูล) ระหว่างช่วงปีปัจจุบัน พ.ศ.2533-2552 และปีอนาคต พ.ศ. 2583-2602</p>
<p><strong>4. การจัดทาภาพฉายทุ่งกุลาร้องไห้จากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต</strong></p>
<p>ภาพฉายทุ่งกุลาร้องไห้จากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ด้าเนินการโดยการสังเคราะห์แผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการด้าเนินงานในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และปัจจัยอื่นที่เป็นแรงขับดันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 แผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและจังหวัดร้อยเอ็ด โครงการพัฒนาลุ่มน้้าเสียวใหญ่ เป็นต้น</p>
<p><strong>5. การจัดทาความเสี่ยงต่อวิถีการดารงชีพ และกิจกรรมของชุมชนภายใต้แรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต</strong></p>
<p>ด้าเนินการจัดประชุมกลุ่มตัวแทนชุมชนพื้นที่ศึกษาทั้ง 6 ชุมชน ด้วยวิธีการปฏิบัติการมีส่วนร่วมของประชาชน (PAR) ในแต่ละชุมชนศึกษา มีผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มจ้านวน 56 คน โดยนักวิจัยของโครงการฯ น้าเสนอ1) ผลสรุปความเสี่ยง ความไวต่อความเสี่ยง และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละชุมชนในปัจจุบัน 2) น้าเสนอภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจากแบบจ้าลองอากาศในอนาคตบริเวณลุ่มน้้าชี-มูลและลุ่มน้้าเสียวใหญ่ และ 3) ภาพฉายทุ่งกุลาร้องไห้จากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต แก่ตัวแทนชุมชนพื้นที่ศึกษาทั้ง 6 ชุมชน โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยง ยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของแต่ละชุมชนในอนาคต ตลอดจนแผนชุมชนของแต่ละชุมชนที่ได้ปรับให้สอดคล้องกับความเปราะบางของชุมชน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต</p>
<p><strong>6. การจัดทายุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศร่วมกันของทุกชุมชนศึกษา</strong></p>
<p>จัดท้ายุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศร่วมกันของทุกชุมชนศึกษา โดยการจัดประชุมร่วมของผู้น้าและตัวแทน อปท. และผู้รู้ในชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ศึกษาทั้ง 6 แห่ง มีผู้เข้าร่วมประชุมจ้านวน 15 คน พร้อมวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap analysis) และวิเคราะห์และประเมินสถานภาพ (SWAT analysis) แผนงานขององค์การบริหารส่วนต้าบล และจัดท้าข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการลุ่มน้้าเสียวใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p>
<p> </p>
<h2><span><b>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</b></span></h2>
<p>1. กลยุทธ์ แนวทางในการปรับตัวของแต่ละชุมชนและการปรับตัวร่วมกันของกลุ่มตาบลในลุ่มน้าเสียวใหญ่</p>
<p>2. แผนชุมชนของแต่ละชุมชนที่ได้ปรับให้สอดคล้องกับความเปราะบางของชุมชน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต</p>
<p>3. ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการลุ่มน้าเสียวใหญ่</p>
<p> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p>ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิใหญ่ของประเทศ สภาพอากาศมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก ปริมาณและจ้านวนวันฝนตกแตกต่างกันในแต่ละปี ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลท้าให้เกิดความแห้งแล้งและน้้าท่วมเป็นประจ้า ผลผลิตข้าวในพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีความแปรปรวนในแต่ละพื้นที่ แต่ละปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งวิธีการปรับตัวของชาวนาในแต่ละภูมินิเวศน์มีวิธีการและกลยุทธ์ทั้งที่แตกต่างและเหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละปี สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม และความเปราะบางของเกษตรกรและชุมชน</p>
<p>ปัจจุบัน แม้ว่าการรับมือกับความเสี่ยงของสภาพอากาศนั้น แต่ละชุมชน / แต่ละพื้นที่ อาจมีการด้าเนินการไปกันในระดับหนึ่งแล้ว แต่การด้าเนินการดังกล่าวนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละชุมชน ขึ้นกับเป้าหมายและข้อจ้ากัดต่างๆ ของแต่ละชุมชน อย่างไรก็ดี การด้าเนินการของชุมชนหนึ่ง หรือภาคส่วนหนึ่ง อาจส่งผลถึงชุมชนอื่นหรือภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันหรือใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน หรือมีปฏิสัมพันธ์ในทางอื่นๆ ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม การด้าเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตนั้น หากด้าเนินการโดยขาดความระวังก็อาจส่งผลให้ความเสี่ยงของพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มสูงขึ้นได้ การศึกษานี้เป็นการมองประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทเชิงพื้นที่ในลักษณะของพื้นที่ที่มีขนาดที่แตกต่างกัน (Multiple scales) โดยเน้นการท้าการศึกษากลุ่มต้าบล ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดในการก้าหนดนโยบายชุมชนในกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นจ้านวน 5 ต้าบล 6 พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้คือ1. องค์การบริหารส่วนต้าบลน้้าอ้อม ต้าบลน้้าอ้อม อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด2. องค์การบริหารส่วนต้าบลเกษตรวิสัย ต้าบลเกษตรวิสัย อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด3. องค์การบริหารส่วนต้าบลกู่กาสิงห์ ต้าบลกู่กาสิงห์ อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด4. เทศบาลต้าบลกู่กาสิงห์ ต้าบลกู่กาสิงห์ อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด5. เทศบาลต้าบลเมืองบัว ต้าบลเมืองบัว อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด6. เทศบาลต้าบลหินกอง ต้าบลหินกอง อ้าเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดการศึกษาประกอบด้วย 6 ขั้นตอนคือ 1) การคัดเลือกพื้นที่ 2) การส้ารวจและเก็บข้อมูลความเสี่ยง ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรในอดีต-ปัจจุบัน 3) การจัดท้าภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต 4) การจัดท้าภาพฉายทุ่งกุลาร้องไห้จากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 5) การจัดท้าความเสี่ยงต่อวิถีการด้ารงชีพ และกิจกรรมของชุมชนภายใต้แรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 6) การจัดท้ายุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศร่วมกันของทุกชุมชนศึกษา การศึกษาในขั้นตอนที่ 2 ใช้วิธีการประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน(RRA) และการปฏิบัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกชุมชน(PAR) ส่วนขั้นตอนที่ 5 และ 6 ใช้วิธีการที่สอง ผลการศึกษาพบว่า</p>
<p>ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิใหญ่ของประเทศ สภาพอากาศมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก ปริมาณและจ้านวนวันฝนตกแตกต่างกันในแต่ละปี ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลท้าให้เกิดความแห้งแล้งและน้้าท่วมเป็นประจ้า ผลผลิตข้าวในพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีความแปรปรวนในแต่ละพื้นที่ แต่ละปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งวิธีการปรับตัวของชาวนาในแต่ละภูมินิเวศน์มีวิธีการและกลยุทธ์ทั้งที่แตกต่างและเหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละปี สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม และความเปราะบางของเกษตรกรและชุมชนปัจจุบัน แม้ว่าการรับมือกับความเสี่ยงของสภาพอากาศนั้น แต่ละชุมชน / แต่ละพื้นที่ อาจมีการด้าเนินการไปกันในระดับหนึ่งแล้ว แต่การด้าเนินการดังกล่าวนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละชุมชน ขึ้นกับเป้าหมายและข้อจ้ากัดต่างๆ ของแต่ละชุมชน อย่างไรก็ดี การด้าเนินการของชุมชนหนึ่ง หรือภาคส่วนหนึ่ง อาจส่งผลถึงชุมชนอื่นหรือภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันหรือใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน หรือมีปฏิสัมพันธ์ในทางอื่นๆ ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม การด้าเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตนั้น หากด้าเนินการโดยขาดความระวังก็อาจส่งผลให้ความเสี่ยงของพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มสูงขึ้นได้ การศึกษานี้เป็นการมองประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทเชิงพื้นที่ในลักษณะของพื้นที่ที่มีขนาดที่แตกต่างกัน (Multiple scales) โดยเน้นการท้าการศึกษากลุ่มต้าบล ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดในการก้าหนดนโยบายชุมชนในกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นจ้านวน 5 ต้าบล 6 พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้คือ1. องค์การบริหารส่วนต้าบลน้้าอ้อม ต้าบลน้้าอ้อม อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด2. องค์การบริหารส่วนต้าบลเกษตรวิสัย ต้าบลเกษตรวิสัย อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด3. องค์การบริหารส่วนต้าบลกู่กาสิงห์ ต้าบลกู่กาสิงห์ อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด4. เทศบาลต้าบลกู่กาสิงห์ ต้าบลกู่กาสิงห์ อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด5. เทศบาลต้าบลเมืองบัว ต้าบลเมืองบัว อ้าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด6. เทศบาลต้าบลหินกอง ต้าบลหินกอง อ้าเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดการศึกษาประกอบด้วย 6 ขั้นตอนคือ 1) การคัดเลือกพื้นที่ 2) การส้ารวจและเก็บข้อมูลความเสี่ยง ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรในอดีต-ปัจจุบัน 3) การจัดท้าภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต 4) การจัดท้าภาพฉายทุ่งกุลาร้องไห้จากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 5) การจัดท้าความเสี่ยงต่อวิถีการด้ารงชีพ และกิจกรรมของชุมชนภายใต้แรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 6) การจัดท้ายุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศร่วมกันของทุกชุมชนศึกษา การศึกษาในขั้นตอนที่ 2 ใช้วิธีการประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน(RRA) และการปฏิบัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกชุมชน(PAR) ส่วนขั้นตอนที่ 5 และ 6 ใช้วิธีการที่สอง ผลการศึกษาพบว่า</p>
<p>1. ข้อมูลพื้นฐานและบริบทของทรัพยากรน้้า ต่อความเป็นอยู่ การด้ารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ในปัจจุบัน</p>
<p>พื้นที่ศึกษาทั้ง 6 ชุมชนเป็นชุมชนมีพื้นที่อยู่ติดกันและอยู่ในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ในทุ่งกุลาร้องไห้ มีแม่น้้าเสียวใหญ่ แม่น้้าเสียวน้อยและแม่น้้าสาขาไหลผ่าน ประชากรของทุกชุมชนมีเชื้อสายไทยอีสาน ในการท้าการเกษตรนอกจากจะใช้น้้าฝนเป็นหลักแล้ว ชุมชนศึกษาทั้งหมดยังใช้ประโยชน์จากแม่น้้าเสียวใหญ่ร่วมกัน บางชุมชนมีการใช้ประโยชน์จากแม่น้้าสาขาของแม่น้้าหรือล้าเสียวใหญ่ที่ไหลผ่าน อาทิ แม่น้้าเตา แม่น้้าเสียวน้อย และแม่น้้ากุดกู่ กิจกรรมของทุกชุมชนมีความผูกพันกับทรัพยากรน้้าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้้าจากแม่น้้าในหลายประการ คือ 1) การท้าการเกษตรทั้งการปลูกข้าวนาปีและนาปรังโดยการสูบน้้าจากแม่น้้าใส่แปลงนาข้าวในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง 2) น้้าดิบส้าหรับท้าน้้าปะปา ชุมชนส่วนใหญ่ใช้น้้าจากแม่น้้าเป็นแหล่งน้้าดิบส้าหรับการท้าน้้าปะปาของชุมชน รวมถึงการปะปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่ ใช้น้้าจากแม่น้้าเป็นแหล่งน้้าดิบในการผลิตน้้าปะปาเช่นกัน 3) น้้าส้าหรับเลี้ยงปลาและแหล่งอาหารตามธรรมชาติ หลายชุมชนใช้น้้าจากแม่น้้าในการเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ และเป็นแหล่งในการหาปลา จับสัตว์น้้า และเก็บพืชผักตามธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ในและริมแม่น้้าในฤดูฝน 4) แหล่งน้้าส้าหรับปศุสัตว์(โค-กระบือ) หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาจะปล่อยโคและกระบือลงเลี้ยงในนาข้าวจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งหรือฤดูกาลท้านาในปีต่อไป 5) แหล่งน้้าส้าหรับการปลูกผัก ชุมชนบางชุมชนที่อยู่ใกล้ตลาด ใช้น้้าจากแม่น้้าในการปลูกผักเพื่อจ้าหน่ายตลอดทั้งปี และ 6) สถานที่แข่งเรือประจ้าปี ในอดีตชุมชนอาศัยที่อยู่ติดแม่น้้าเสียวใหญ่และล้าน้้าสาขา</p>
<p>จัดงานประเพณีแข่งเรือระดับหมู่บ้าน/ต้าบลเป็นประจ้า ต่อมาล้าน้้าดังกล่าวตื้นเขิน ปัจจุบันประเพณีแข่งเรือประจ้าปีคงมีอยู่ที่ต้าบลเกษตรวิสัยเท่านั้น</p>
<p>ลุ่มน้้าเสียวใหญ่ ไม่มีแหล่งน้้าต้นทุนจากแหล่งอื่นนอกจากน้้าฝนเช่นลุ่มน้้าอื่น แม่น้้าเสียวใหญ่ เสียวน้อยและแม่น้้าสาขาจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทุกชุมชน หากปีใด ฝนมีปริมาณน้อย หรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปริมาณน้้าในแม่น้้ารวมถึงแม่น้้าสาขาของทั้งสามแม่น้้าจะมีน้้าไม่มากนัก แม่น้้าบางแห่งอาจไม่มีน้้าเหลืออยู่เลยหลังสิ้นสุดฤดูฝน จึงมีผลกระทบต่อการท้านาปีและนาปรัง น้้าปะปาหมู่บ้าน/เทศบาล การจับสัตว์น้้าและการเก็บพืชผักตามธรรมชาติของประชาชนในพื้นที่ หากปีใดฝนมาก ปริมาณน้้าเกินกว่าแม่น้้าจะรับได้ ก็เกิดปัญหาน้้าท่วมโดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ส่งผลให้เกิดน้้าท่วมท้าความเสียหายแก่ผลผลิตข้าว ดังนั้นแม่น้้าในลุ่มน้้าเสียวใหญ่จึงมีผลต่อความเป็นอยู่ วิถีชีวิต การด้ารงชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก</p>
<p>นโยบายประกันราคาข้าวในปี พ . ศ . 2552/53 ท้าให้เกษตรกรมีหนทางเพิ่มรายได้จากส่วนต่างของการประกันราคาข้าว ส่งผลกระตุ้นให้เกษตรลุ่มน้้าเสียวใหญ่น้าข้าวนาปรังมาปลูกในพื้นที่นับแต่นั้นมา และขยายพื้นที่มากขึ้นในปีถัดมา ประกอบกับนโยบายรับจ้าน้าข้าวในฤดูกาลเพาะปลูก 54 / 55 เป็นต้นมา ก่อให้เกิดโครงการรับจ้าน้าข้าวเกวียนละ 15,000 บาท ชาวนาได้รับเงินสด 15.000 บาททันทีที่ขายข้าวที่ความชื้นที่ 15 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นสิ่งกระต้นให้เกษตรกรปลูกข้าวโดยไม่ค้านึงถึงคุณภาพข้าวทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง ทั้งที่ในอดีตในพื้นที่ไม่เคยมีการปลูกข้าวนาปรังมาก่อน เดิมทีปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 นาปี เพียงปีละครั้ง แต่เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีน้้าชลประทาน การปลูกข้าวนาปรังจึงต้องอาศัยน้้าที่เหลืออยู่ในแม่น้้า เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังมากขึ้น ปริมาณน้้าไม่เพียงพอกับพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ต้นข้าวและผลิตข้าวเสียหายจ้านวนมาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องกับน้้าส้าหรับอุปโภคในชุมชนเป็นอย่างมาก</p>
<p>2. ความเสี่ยง การเปิดรับ ความไวต่อผลกระทบ และความสามารถในการรับมือ/ปรับตัวในปัจจุบัน</p>
<p>ระบบการเกษตรหลักและเป็นวิถีการด้ารงชีพของคนทุกชุมชนในลุ่มน้้าเสียวใหญ่คือ การเพาะปลูกข้าว มีทั้งการปลูกข้าวนาปีและนาปรัง การปลูกผักมีเฉพาะบางชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวอ้าเภอเกษตรวิสัย ความเสี่ยงของระบบเกษตรและมีผลกระบต่อชุมชนในปัจจุบัน เป็นความเสี่ยงจากน้้าท่วมและฝนแล้ง การปลูกข้าวนาปีจะเสี่ยงต่อการเกิดน้้าท่วมและฝนทิ้งช่วง ข้าวนาปรังและพืชผัก เสี่ยงต่อการขาดน้้าและอุณหภูมิสูง ข้าวนาปรังจะเสี่ยงในช่วงข้าวออกดอกเป็นต้นไป ทั้งนี้ระบบเกษตรของชุมชนศึกษามีความแตกต่างกันในความเสี่ยง การเปิดรับ ความไวต่อผลกระทบจากสภาพอากาศ และความสามารถในการรับมือหรือการปรับตัวต่อความแปรปรวนของภูมิอากาศจากอดีตถึงปัจจุบัน การปรับตัวของแต่ละชุมชนมีวิธีการและกลยุทธ์ทั้งที่แตกต่างและเหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละปี แต่วิธีการที่ชุมชนด้าเนินการในปัจจุบันยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาทั้งน้้าท่วมและฝนแล้ง ที่ผ่านมายังเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นและเป็นเรื่องเอกเทศของแต่ละชุมชน</p>
<p>การกระจายตัวของดินเค็มในพื้นที่ศึกษาโดยกรมพัฒนาที่ดิน จ้านวน 4 ครั้งในทศวรรษที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2538, 2546, 2547 และ พ.ศ. 2549) การกระจายของดินเค็มในพื้นที่ศึกษา ผิวดินมีผลกระทบจากคราบเกลือทั้งคราบเกลือเล็กน้อย เกลือปานกลางและเกลือมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผิวดินที่มีผลกระทบจากคราบเกลือมากและปานกลางมีพื้นที่ลดลงมาก แต่ผิวดินที่มีผลกระทบจากคราบเกลือเล็กน้อย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก การกระจายตัวของดินเค็มที่มีผลกระทบต่อการการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากเกษตรกรมีการจัดการปรับปรุงและป้องกันการเกิดดินเค็มมากขึ้น อาทิ การน้าแกลบข้าวไปใส่ในพื้นที่ ปลูกไม้ยูคาลิปตัสบนคันนา หรืออาจเป็นผลมาจากการที่น้้าท่วมในพื้นที่บ่อยครั้ง จึงช่วยชะล้างความเค็มของของเกลือออกไปจากพื้นที่ ในอนาคต ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้้าเสียวใหญ่อาจส่งผลให้การกระจายตัวของดินเค็มลดลง จนไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตข้าว หรืออาจกล่าวได้ว่า ดินเค็มอาจไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงต่อผลผลิตข้าวต่อไปในอนาคต</p>
<p>โดยภาพรวมของ 5 ต้าบล ระบบการเกษตรของแต่ละชุมชนในปัจจุบันมีความเปราะบางแตกต่างกันไปกล่าวคือ ระบบการเกษตรของต้าบลน้้าอ้อม ต้าบลเมืองบัว และต้าบลเกษตรวิสัย มีความเปราะบางสูงต่อต่อความแปรปรวนภูมิอากาศที่ผ่านมา ขณะที่ระบบการเกษตรของต้าบลหินกอง และต้าบลกู่กาสิงห์ มีความเปราะบางปานกลางต่อความแปรปรวนภูมิอากาศ</p>
<p>3. ภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ในอนาคต</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ภายใต้สมมติฐานการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะเพิ่มขึ้นในอนาคตตามแนวทางการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของโลกตามแบบ A2 ท้าการเปรียบเทียบภูมิอากาศในพื้นที่ศึกษา ระหว่างช่วงปีปัจจุบัน คือ 2533-2552 และอนาคต 2583-2602</p>
<p>ปริมาณฝนของลุ่มน้้าชี-มูล ในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เปอร์เซนต์ ในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ ปริมาณฝนรวมรายปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 12 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับในช่วงปีปัจจุบัน มีประเด็นที่น่าสังเกตคือ ปริมาณน้้าฝนในฤดูแล้งมีแนวโน้มลดลง (พ.ย.-เมย.) แต่ปริมาณน้้าฝนในช่วงฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p>
<p>อุณหภูมิสูงสุด ( กลางวัน ) ของลุ่มน้้าชี-มูล ในอนาคตมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อย 1 องศาเซลเซียล และอุณหภูมิต่้าสุด (กลางคืน) ของลุ่มน้้าชี-มูลในอนาคตมีแนวโน้มสูงขึ้น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป 1.3 องศาเซลเซียล</p>
<p>ความเสี่ยงของการท้านาปีภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต พบว่า โอกาสเกิดอุทกภัยในฤดูการท้านาปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนการท้านาปรัง ความเสี่ยงของอุณหภูมิต่้าที่ส่งผลกระทบต่อการงอกของเมล็ดข้าวมีแนวโน้มลดลง แต่ในช่วงที่ข้าวผสมเกสร ความเสี่ยงของโอกาสเกิดอุณหภูมิวิกฤตที่มีผลต่อการเป็นหมันของข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และความต้องการน้้าของข้าวในฤดูกาลเพาะปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้น การลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ในช่วงปลูกข้าวนาปีจ้าเป็นต้องมีกลไกการแก้ปัญหาน้้าท่วมอย่างเป็นระบบจึงจะลดความสูญเสียผลผลิตข้าวได้ และจ้าเป็นต้องหาน้้าจากลุ่มน้้าชีมาเติมลงในลุ่มน้้าเสียวใหญ่เพื่อรองรับปัญหาฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน และรองรับความต้องการของชุมชนในอนาคตทั้งน้้าเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรในช่งฤดูแล้ง</p>
<p>4. ภาพฉายการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภาวะเศรษฐกิจ-สังคมพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคต</p>
<p>ผลการตรวจสอบเอกสารจากยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวกับการด้าเนินงานในทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคต ตลอดจนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 แผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและยุทธศาสตร์จังหวัดร้อยเอ็ด แผนพัฒนาลุ่มน้้าเสียวใหญ่กรมทรัพยากรน้้ากับการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ การจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกลาร้องไห้ ตลอดจนปัจจัยอื่นที่เป็นแรงขับดันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผลการสังเคราะห์ภาพฉายในอนาคตของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ยังคงเน้นการพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิเป็นหลัก ทั้งกระบวนการผลิตตามวิธีการเกษตรที่ดีและเกษตรอินทรีย์ ควบคูไปกับการจัดการระบบน้้าในการแก้ไขปัญหาปัญหาการขาดแคลนน้้าและปัญหาน้้าท่วม รวมถึงการพัฒนาโครงการพื้นฐานเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ให้สูง เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษส่งออกข้าวหอมมะลิและจ้าหน่ายข้าวหอมมะลิด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่อารยธรรมขอม เชื่อมโยงกับเส้นทางอารธรรมขอมในเขตอีสานใต้และประเทศกัมพูชาภายหลังการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2554 เกิดมหาอุทกภัยในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย ท้าให้มีกลุ่มนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยให้ราคาไร่ละ 80,000-100,000 บาท เพื่อเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม และในปี พ.ศ. 2555 มีการส้ารวจพบบ่อน้้ามันกลางทุ่งกุลาร้องไห้ หลุมส้ารวจ YPT2 ในพื้นที่บ้านโคกกลาง ต้าบลชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ผลการท้าประชาพิจารณ์กับประชาชน 3 ต้าบลที่อยู่ใกล้แปลงส้ารวจ ประชาชนบางส่วนยังกังวลเรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา ที่จะมีผลกระทบต่อการปลูกข้าวหอมมะลิของโลกที่มีชื่อเสียง สร้างรายได้ให้ประชาชนผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในแต่ละปีเป็นอย่างมาก หากมีการขุดเจาะน้้ามันจะมีผลกระทบต่อแหล่งปลูกนาข้าวหอมมะลิ ในขณะที่มีประชาชนบางคนได้เตรียมขายที่ดินให้บริษัทส้ารวจน้้ามันในราคาไร่ละ 300,000-1,000,000 บาท จากข้อมูลเป็นไปได้ว่า ในอนาคตบางส่วนของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะถูกน้าไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นนอกเหนือจากการปลูกข้าว</p>
<p>นอกจากนี้ นโยบายรับจ้าน้าข้าวของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในฤดูกาลเพาะปลูก 54 / 55 เป็นต้นมา ซึ่งรับจ้าน้าข้าวเกวียนละ 15,000 บาท เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกข้าวโดยไม่ค้านึงถึงคุณภาพข้าวทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง มีการน้าข้าวต่างสายพันธุ์ที่มิใช่สายพันธุ์ข้าวหอมมะลิมาปลูก เกิดปัญหาข้าวปน ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (พ.ศ. 2556) สหภาพยุโรปได้รับรองการจดทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สิ่งส้าคัญที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยรวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จ้าเป็นต้องเร่งท้าการบ้านเพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพข้าวที่ปราศจากการปลอมปน ยังคงอัตตลักษณ์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ไว้ให้ได้ มิฉะนั้นในระยาวอาจถูกเพิกถอนการรับรองการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ได้</p>
<p>5. ความเสี่ยง การเปิดรับ ความไวต่อผลกระทบ และกลไกในการรับมือ/ปรับตัวในอนาคต</p>
<p>ภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต วิถีชีวิตของชุมชนและระบบเกษตรของทุกชุมชนศึกษายังตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงทั้งน้้าท่วมและฝนแล้งที่รุนแรงขึ้นกว่าปัจจุบัน ตลอดจนความเสี่ยงของอุณภูมิอากาศที่สูงขึ้นในอนาคตซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการปลูกพืชทั้งการท้านาปี การท้านาปรังและพืชผัก การท้านาปีมีความเสี่ยงทั้งน้้าท่วมและฝนทิ้งช่วงในฤดูการเพาะปลูกข้าว การท้านาปรังมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้้าและอุณหภูมิสูงซึ่งส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและการผสมเกสรของข้าวมากขึ้น และพืชผักเสี่ยงต่อการขาดน้้ามากขึ้นเช่นกัน พื้นที่เปิดรับเพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น กลไกในการรับมือ/กลไกการปรับตัวในอนาคตซึ่งมีทั้งที่แตกต่างและเหมือนกันในแต่ละชุมชน ซึ่งน้าไปสู่ความเปราะบางของระบบเกษตรที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยภาพรวมแล้วกลไกหรือแนวทางการปรับตัวในอนาคตของชุมชนส่วนใหญ่จะเน้นการจัดหาแหล่งน้้าจากภายนอกพื้นที่ การปรับปรุงพื้นที่รับน้้า การจัดท้าระบบชลประทานและระบบควบคุมน้้าและป้องกันน้้าท่วม และการบริหารจัดการน้้าอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามหากชุมชนไม่สามารถด้าเนินการกลไกในการปรับตัวที่เสนอมาได้ก็จะท้าให้ระบบการเกษตรในพื้นที่มีความเปราะบางสูงมากขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการด้าเนินการของชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต การเสนอกลไกหรือแนวทางการปรับตัวส่วนใหญ่จะคิดเฉพาะแผนงาน/โครงการการด้าเนินการเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองเป็นหลัก ยังไม่มีการมองภาพการลดความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเหมือนกับกลไก/การปรับตัวของชุมชนต่อความแปรปรวนภูมิอากาศที่ผ่านมา ท้าให้ประสิทธิภาพของการปรับตัวต่้า</p>
<p>แต่เมื่อมีการประชุมร่วมกันของตัวแทนทุกชุมชน และน้าแผนงานโครงการของแต่ละชุมชนมาพิจารณาร่วมกัน พบว่า การด้าเนินการหรือการบริหารความเสี่ยงของชุมชนหนึ่ง อาจแก้ปัญหาหรือลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ แต่มีผลกระทบต่อชุมชนที่ใกล้เคียงหรือชุมชนที่มีพื้นที่ที่อยู่ต่้ากว่า อาทิ การสร้างพนังกั้นน้้าป้องกันน้้าท่วมริมแม่น้้าเสียวใหญ่ สามารถลดปัญหาน้้าท่วมพื้นที่นาข้าวในพื้นที่ตนเองได้ แต่เกิดผลกระทบน้้าท่วมในพื้นที่ที่อยู่ต่้าลงไปซึ่งเป็นพื้นที่ของชุมชนอื่น หรือการสร้างฝายกั้นน้้าในล้าน้้าเสียวใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบของชุมชนหนึ่ง ชุมชนนี้กักเก็บน้้าให้ประชาชนของตนเอง ท้าให้มีน้้าเพียงพอต่อการการท้านาหรือน้้าปะปา ซึ่งลดความเสี่ยงการขาดน้้าในชุมชนตนเองได้ แต่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ตอนล่างได้ พื้นที่ตอนล่างมีความเสี่ยงการขาดน้้าเพิ่มขึ้น แม้ว่าชุมชนที่อยู่ตอนล่างจะมีฝายน้้าเช่นชุมชนที่อยู่ตอนบน</p>
<p>ภายหลังการพิจารณาแผนงาน/โครงการการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตของแต่ละชุมชนแล้ว ที่ประชุมมีความเห็นว่า ในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตที่มีแนวโน้มที่รุนแรงกว่าในปัจจุบัน หากยังคงคิดแบบเดิมหรือต่างชุมชนต่างท้า ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือลดความเสี่ยงได้ การแก้ปัญหามิอาจมองแบบแยกส่วนแต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จ้าเป็นต้องด้าเนินการร่วมกันพิจารณาเชิงระบบและบูรณาการร่วมกัน แม้ว่าจะร่วมกันทั้ง 6 ชุมชนก็มิอาจลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด จ้าเป็นต้องมองการแก้ปัญหาทั้งลุ่มน้้าเสียวใหญ่ อาทิ การแก้ปัญหาน้้าท่วม อาจไม่ท้าให้น้้าไม่ท่วมได้ แต่อาจช่วยลดความเสี่ยงน้้าท่วมได้ โดยการติดตั้งท่อระบายน้้าหรือท้าสะพาน เปิดทางน้้าให้น้้าไหลสะดวกขึ้น ท้าให้ระยะเวลาการท่วมขังของน้้าลดลงจาก 1-2 เดือน เหลือ 1-2 สัปดาห์เช่นในอดีต แทนที่ทุกชุมชนจะไปสร้างพนังกั้นน้้าป้องกันน้้าท่วมพื้นที่ตนเอง ซึ่งท้าให้ใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาน้อยกว่าด้วย อาจใช้งบประมาณขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นทีก็สามารถด้าเนินการได้</p>
<p>6. ข้อเสนอการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตของกลุ่มชุมชนศึกษา</p>
<p>การประชุมตัวแทนรวมจากทุกองค์การปกคองส่วนท้องถิ่นในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 มีผู้เข้าร่วมประชุมรวมจ้านวน 15 คน ได้ข้อสรุปรวมเกี่ยวกับแนวทางการรับมือภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตดังนี้</p>
<p>1. ด้าเนินการผันน้้าข้ามลุ่มน้้าจากแม่น้้าชีมาเติมลงในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ (ลุ่มน้้าเสียวใหญ่ไม่มีแหล่งน้้าต้นทุน มีเพียงอ่างเก็บน้้าหนองบ่อ ที่อ้าเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ท้าให้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้งไม่มีน้้าเพียงพอต่อการเกษตรและน้้าอุปโภคโดยเฉพาะน้้าดิบส้าหรับผลิตน้้าปะปา)</p>
<p>2. ขุดลอกตะกอนดินในแม่น้้าเสียวใหญ่ แม่น้้าเสียวน้อยและแม่น้้าเตาตลอดล้าน้้า พร้อมมีการบดอัดคันดินริมฝั่งแม่น้้าให้แข็งแรงได้มาตราฐาน</p>
<p>3. พัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ให้มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ พร้อมมีระบบควบคุมน้้าป้องกันและบรรเทาทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง</p>
<p>4. ศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ นอกเหนือจากข้าวหอมมะลิหรือข้าวขาวดอกมะลิ 105 พร้อมศึกษาระบบตลาดพืชเศรษฐกิจใหม่</p>
<p>5. การพัฒนาพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 หรือข้าวหอมมะลิส้าหรับปลูกในฤดูนาปรังหรือปลูกนอกฤดูนาปี เพื่อคงอัตตลักษณ์ทุ่งกุลาร้องไห้</p>
<p>6. เปิดเส้นทางหรือขยายทางเดินน้้าในจุดที่เป็นอุปสรรคการไหลของน้้า เพื่อรองรับการไหลของน้้าที่มีมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงน้้าท่วม ท้าให้ระบายน้้าหรือน้้าไหลได้สะดวกและระยะเวลาน้้าท่วมขังลดลง</p>
<p>7. สิ่งที่ควรพิจารณาในการจัดท้าแผนการปรับตัวของชุมชนในระดับท้องถิ่นต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p>1. กระบวนการการจัดท้าแผนการปรับตัวระดับชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ควรเริ่มต้นพูดคุยจากเรื่องความเสี่ยงต่อวิถีการด้ารงชีพ (livelihood) และกิจกรรมของชุมชนเป็นหลัก เนื่องจากวิถีการด้ารงชีพของประชาชนจะมีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศ และประชาชนจะมีความคุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าว</p>
<p>2. การด้าเนินเรื่องแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ควรแยกแผนงาน\โครงการปรับตัวตัวออกมาเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกเทศ แต่ควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคและแหล่งน้้า) หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวควรผนวกและตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้าไปด้วย</p>
<p>3. บุคคลากรที่มีส่วนส้าคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่ สมาชิกสภาองค์กรปครองส่วนท้องถิ่น (สอปท) ปลัดอปท นายก อปท. และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน4. การจัดท้าแผนการปรับตัวของชุมชนในระดับท้องถิ่น ควรเน้นการจัดการเป็นระบบร่วมกันหลายชุมชนหรือมองแผนการปรับตัวในระดับลุ่มน้้าย่อย เนื่องจากกลไกในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิกาศมักเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเกินก้าลังงบประมาณและองค์ความรู้ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อาจด้าเนินการได้หากมีความร่วมมือกันหลายๆ อปท. หรืออาจต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกหรือระดับที่สูงกว่า</p>
<p>8. ข้อเสนอแนะในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ศึกษา</p>
<p>ผลจากการศึกษาความเสี่ยง การเปิดรับ ความไวต่อผลกระทบ และกลไกในการรับมือ/ปรับตัวในปัจจุบันและในอนาคต ภาพฉายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ในอนาคต และภาพฉายการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภาวะเศรษฐกิจ-สังคมพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคต ทีมวิจัยมีข้อเสนอแนะในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ดังนี้</p>
<p>1. ในอนาคต พื้นที่ปลูกข้าวนาปีมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้้าท่วมมากกว่าปัจจุบัน ดังนั้นควรมีการจ้าลองสภาพน้้าท่วม โดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศจากแบบจ้าลองภูมิอากาศระดับภูมิภาคหลายแบบจ้าลอง ท้าการจ้าลองสภาพน้้าท่วมโดยค้านึงถึงระดับน้้าท่วมในแต่ละช่วงเวลา โอกาสและความถี่ของเกิดน้้าท่วม น้าผลดังกล่าวมาช่วยในการด้าเนินการวางแผนและจัดระบบการปลูกข้าวในพื้นที่ เพื่อลดการเปิดรับของพื้นที่และลดผลกระทบ ลดความเสี่ยงในการปลูกข้าวนาปีและต้นทุนของเกษตรกร หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงน้้าท่วมและมีความถี่สูง เกษตรกรอาจปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวปลูกให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการเกิดน้้าท่วม แต่ยังคงอัตตลักษณ์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ โดยการนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกทั้งในฤดูการนาปีและนาปรัง อาทิ พันธุ์ข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ใหม่ "IR77924-62-71-1-2" อายุประมาณ 130 วัน เก็บเกี่ยวก่อนน้้าท่วมและปลูกในฤดูนาปรังได้</p>
<p>2. ในบางปีที่ปริมาณฝนน้อยหรือมีน้้าน้อย การปลูกข้าวนาปีเกิดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงในฤดูการเพาะปลูก ควรแนะน้าให้เกษตรกรท้าการหว่านข้าวแห้งร่วมกับวิธีการแกล้งข้าว (ให้น้้าแบบเปียกสลับแห้งในระยะแตกกอ ใช้สาหร่ายสีน้้าเงินแกมเขียวในการควบคุมวัชชพืช) หรือการตัดต้นข้าวในช่วงเดือนกรกฏาคม-กลางเดือนสิงหาคม ซึ่งมีเกษตรกรหลายพื้นที่ในภาคอีสานปฎิบัติกัน อย่างไรก็ตาม อาจต้องท้าการทดลองในพื้นที่ก่อนแนะน้าให้เกษตรกรต่อไป</p>
<p>3. จากข้อมูลแบบจ้าลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ปริมาณน้้าฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็มีความแปรปรวนมากขึ้น ปีที่ฝนมีปริมาณต่้าสุด ปริมาณฝนจะน้อยกว่าในปัจจุบันถึง 10 เปอร์เซนต์ แต่ในปีที่ฝนมีปริมาณสูงสุด ปริมาณฝนจะมากกว่าในปัจจุบันถึง 11.56 เปอร์เซนต์ ดังนั้นการปลูกข้าวจึงเสี่ยงทั้งน้้าท่วม ฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงกลางฤดู ในบางปีพื้นที่ปลูกข้าวมีโอกาสเสี่ยงต่อภัยแล้งในฤดูกาลเพาะปลูกข้าวเช่นกัน ดังเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการให้ความรู้และฝึกอบรมการเฝ้าระวัง ติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานทางวิชาการเองควรมีการศึกษาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เอนโซ่กับแบบแผนการตกของฝนในพื้นที่ เพื่อพยากรณ์อากาศการเกษตรในระยะยาวที่มีความแม่นย้ามากขึ้น</p>
<p>4. การท้านาปรัง ก่อนเริ่มมีการท้านาปรัง พื้นที่ลุ่มน้้าเสียวใหญ่เองมีปัญหาเรื่องน้้าไม่พอใช้ทั้งการเกษตร อุปโภคและบริโภคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากทุกภาคส่วนใช้น้้าจากแม่น้้าที่มาจากน้้าฝน น้้าในแม่น้้าเองจะมีน้้าเฉพาะในฤดูฝน ไม่มีน้้าต้นทุนส้าหรับมาเติมในล้าน้้า เมื่อมีการท้านาปรังในพื้นที่ วิกฤตน้้าในพื้นที่มีมากขึ้น หากการท้านาปรังก็ยังคงท้าต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต ทีมวิจัยมีข้อเสนอแนะเป็น 2 แนวทาง กล่าวคือ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">แนวทางแรก</span> กรณีอาศัยน้้าฝนอย่างเดียวหรือยังไม่มีน้้าต้นทุนจากภายนอกลุ่มน้้า หากต้องการท้านาปรัง ชุมชนต้องมีการวางแผนการใช้น้้าโดยมีการก้าหนดขอบเขตพื้นที่นาปรังตามปริมาณน้้าในแม่น้้าที่เหลือจากภาคอุปโภคของชุมชน เกษตรกรที่ต้องมีการกักเก็บน้้าไว้ในไร่นาของเกษตรกรในช่วงฤดูฝน ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการท้านาปรังทันทีที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปีหรือน้้าท่วมลดลง และปลูกข้าวโดยวิธีการแกล้งดิน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">แนวทางที่สอง</span> กรณีมีการผันน้้าจากแม่น้้าชีมาเติมในลุ่มน้้าเสียวใหญ่ กรมชลประทานและองค์กรปกครองสัวนท้องถิ่นต้องสร้างระบบชลประทานให้สมบูรณ์ จึงสามารถขยายพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังได้มากขึ้น แต่ต้องค้านึงถึงปริมาณน้้าต้นทุนในแต่ละปีด้วย</p>
<p>5. กรมวิชาการเกษตรควรน้าพืชตัวใหม่ เข้ามาทดสอบความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้้าเสียวใหญ่ นอกเหนือจากส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิเพียงอย่างเดียว จะช่วยลดความเสี่ยงของการปลูกข้าวภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยเฉพาะพืชพลังงาน อาทิ ปลูกมันส้าปะหลัง/มันเทศหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ปลูกอ้อยบนพื้นที่นาดอน การท้าการเกษตรผสมผสาน</p>
<p>6. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในท้องถิ่น ควรเริ่มด้าเนินการตั้งแต่ในระดับชุมชน และด้าเนินการคู่ขนานไปกับแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับประเทศ</p>
<p> </p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/FinalRptRDG5430024.1.pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T02:55:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project3">
    <title>แนวทางการวางแผนด้านผังเมืองเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษาปัญหาน้ำท่วมและแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน จังหวัดสุราษณ์ธานี</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project3</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: center; "><strong>Urban Planning as Mechanism to Cope with Climate Change Risk: Case study <span>on flood risk and flood management in Punpin, Suratthani</span></strong></h2>
<h2 style="text-align: center; "></h2>
<h2 style="text-align: justify; "></h2>
<h2 style="text-align: justify; "></h2>
<h2></h2>
<h2><span><strong>คณะผู้วิจัย</strong></span></h2>
<table class="plain" style="text-align: justify; ">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td><span style="text-align: justify; ">ดร.วนารัตน์ กรอิสรานุกูล</span></td>
<td><span style="text-align: justify; ">คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี </span><span>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</span></td>
</tr>
<tr>
<td>ดร.นวลวรรณ ทวยเจริญ</td>
<td>คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร</td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวดารณี  คงกลิ่น</td>
<td>สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุราษณ์ธานี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<p style="text-align: justify; "><span>ระยะเวลาดำเนินการ</span></p>
<h3><span><span>10 เดือน [กย 2554 - กค 2555]</span></span></h3>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2 style="text-align: justify; ">รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2 style="text-align: justify; ">วัตถุประสงค์ของการวิจัย</h2>
<p style="text-align: justify; ">1) ศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการใช้ที่ดินในเขตผังเมืองรวมพุนพินต่อความ<span>เสี่ยงน้ำท่วมของชุมชน</span></p>
<p style="text-align: justify; ">2) วิเคราะห์ความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวขอ้งต่อสถานการณ์น้ำท่วมใน<span>เขตผังเมืองรวมพุนพิน</span></p>
<p style="text-align: justify; ">3) วิเคราะห์แนวโนม้ ความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพินต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<span>และการใชที้่ดินในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; ">4) เสนอทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่ของชุมชนเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต</p>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2 style="text-align: justify; ">ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p style="text-align: justify; ">การดำเนินการวิจยั นี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนประกอบดว้ ย</p>
<p style="text-align: justify; "><strong><span>1) การศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงปัจจัย</span><span>ทางกายภาพและการใชที้่ดินต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผงั เมืองรวมพุนพิน</span></strong><span> มีการดำเนินการดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">1) การเก็บรวบรวมขอ้ มูลการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการใชที้่ดินในเขตผงั เมืองรวม ปัจจัยทาง<span>ผังเมืองที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใชที้่ดิน ขอ้ มูลน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวม ลักษณะทางกายภาพและ</span><span>ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงน้ำท่วม และจัด ทำฐานข้อมลู พื้นที่และพื้นที่น้ำท่วมดว้ ย GIS</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">2) วิเคราะห์ความเสี่ยงน้ำท่วมโดยบ่งชี้ระดับของโอกาสหรือความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมบริเวณ<span>ต่างๆในเขตพื้นที่ศึกษาและจดั ทำแผนที่น้ำท่วม (Flood Map) วิเคราะห์ความสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงการใช้</span><span>ที่ดินในเขตผงั เมืองรวมต่อสถานการณ์น้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong>2) การศึกษาวิเคราะห์ความสามารถ</strong></span><span><strong>ในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อปัญหาน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน</strong> </span><span>มีการดำเนินการดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">1) เก็บรวบรวมขอ้ มลู การบริหารจดั การน้ำท่วมและนโยบายที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์น้ำท่วมและการ<span>ปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการเก็บข้อมูลโดยการรวบรวมเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก</span><span>กลุ่มเป้ าหมาย และการสาํ รวจความคิดเห็นของประชนดว้ ยแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">2) วิเคราะห์ความเหมาะสมของนโยบายและกลไกด้านการบริหารจดั การน้ำท่วม การรับรู้และการ<span>ตระหนกั ของชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วม ผลกระทบน้ำท่วมต่อชุมชนในเขตผงั เมืองรวม</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">3) การประเมินการรับมือต่อปัญหาน้ำท่วมของหน่วยงานทอ้งถิ่นและประชาชนในเขตผังเมืองรวม</p>
<p style="text-align: justify; "><strong><span>3) การศึกษา</span><span>วิเคราะห์ความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อปัญหาน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวม</span><span>พุนพิน </span><span> </span></strong><span>มีการดำเนินการดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">1) การเก็บรวบรวมขอ้ มูลแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผูู้ชี่ยวชาญและเอกสารที่<span>เกี่ยวข้อง</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">2) วิเคราะห์ความเสี่ยงน้ำท่วมของชุมชนต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและสภาพ<span>ภูมิอากาศ</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">3) ประเมินความสามารถของชุมชนในการรับมือต่อปัญหาน้าํ ท่วมในอนาคต</p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong>4) การศึกษาวิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่ของชุมชนเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำ</strong></span><span><strong>ท่วมในอนาคต</strong> โดยมีรายละเอียดการศึกษา ดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">1) เก็บรวบรวมขอ้ มลู ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในอนาคต</p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">2) สัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อย</p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">3) ประชุมระดมความคิดเห็นจากชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">4) วิเคราะห์และประเมินทางเลือกของชุมชนในเขตผงั เมืองรวมพุนพินต่อการรับมือต่อความเสี่ยงน้ำ<span>ท่วมในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; ">5)จัดประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาอนั ก่อให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงผลกระทบของ<span>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตวั เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและรวบรวมความ</span><span>คิดเห็นในการผลักดนั แนวคิดด้านการบริหารจดั การพื้นที่เพื่อรับมือกบั ความเสี่ยงน้ำท่วมเพื่อควบรวมเข้ากับ</span><span>แผนการพัฒนาต่างๆ</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; "> </p>
<h2 style="text-align: justify; ">ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h2>
<p style="text-align: justify; "><span>1) ไดข้อมูลการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุมชนและแนวโน้มของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใชที้่ดิน</span><span>ต่อปัญหาน้ำท่วม และฐานข้อมูลกายภาพพื้นที่และแผนที่น้ำท่วมที่สามารถนำไปใช้ในวางแผนการบริหาร</span><span>จัดการน้ำท่วม การวางผังเมืองและการพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง</span></p>
<p style="text-align: left; "><span> </span><span>2) ช่วยสร้างความเข้าใจต่อความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อปัญหาน้ำ</span><span>ท่วมอันเกิดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทิศทาง การใชที้่ดินในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; ">3) สามารถนำแนวทางการจัดการน้ำท่วมที่ได้รับไปบูรณาการในพื้นที่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงหรือลด<span>ความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; ">4) สร้างความเข้าใจต่อปัจจยั ที่มีผลต่อความสำเร็จ และ/หรือ ข้อจำกัด ในการผลักดันแนวคิดด้านการ<span>บริหารจัดการพื้นที่เพื่อรับมือกับความเสี่ยงน้ำท่วมในระยะยาวโดยการควบรวมเข้ากับแผนการพฒันาในระดบั</span><span>ต่างๆ</span></p>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p>การศึกษานี้ได้ศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการใช้ที่ดินในเขตผังเมืองรวมพุนพิน ต่อความเสี่ยงน้ำท่วมของชุมชน ทำการวิเคราะห์ความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์น้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน และทำการวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพินต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินในอนาคต รวมไปถึงเสนอทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่ของชุมชนเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนเมืองพุนพินมีทำเลที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย การใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมเป็ นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพินสูงขึ้น ผลประเมินระดับความสูงและจัดทำแผนที่ความสูงน้ำท่วมในปี 2554 ด้วย GIS พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตผังเมืองรวมพุนพินประสบปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ความสูงของระดับน้ำอยู่ระหว่าง 0-6.0 เมตร บริเวณที่ระดับน้ำท่วมสูงมากได้แก่ บริเวณที่ลุ่มต่ำฝั่งทิศใต้ของชุมชน บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อย คือ พื้นที่ฝั่งตะวันตก การประเมินความเสียหายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2554 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบด้านบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบมาก ที่สุดคือกลุ่มอาชีพค้าขาย ผลการศึกษาการปรับตัวของชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างรับรู้และเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวมีลักษณะเป็นแบบปัจเจก ขาดการประสานงานระหว่างบุคคลและองค์กร การวางแผนด้านผังเมืองเพื่อลดความเสี่ยงมีแนวทางสำคัญ 5 ประการคือการพัฒนาเมืองแบบ 2 ศูนย์กลาง การปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ที่ดิน การออกข้อกำหนดอาคารในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การลดปัญหาน้ำท่วมโดยฟลัดเวย์และพื้นที่รับน้ำ และการก่อสร้างและบำรุงรักษากำแพงป้องกันน้ำท่วม การศึกษานี้ได้ศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการใช้ที่ดินในเขตผังเมืองรวมพุนพิน ต่อความเสี่ยงน้ำท่วมของชุมชน ทำการวิเคราะห์ความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์น้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน และทำการวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพินต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินในอนาคต รวมไปถึงเสนอทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่ของชุมชนเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนเมืองพุนพินมีทำเลที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย การใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมเป็ นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพินสูงขึ้น ผลประเมินระดับความสูงและจัดทำแผนที่ความสูงน้ำท่วมในปี 2554 ด้วย GIS พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตผังเมืองรวมพุนพินประสบปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ความสูงของระดับน้ำอยู่ระหว่าง 0-6.0 เมตร บริเวณที่ระดับน้ำท่วมสูงมากได้แก่ บริเวณที่ลุ่มต่ำฝั่งทิศใต้ของชุมชน บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยคือพื้นที่ฝั่งตะวันตก การประเมินความเสียหายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2554 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบด้านบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มอาชีพค้าขาย ผลการศึกษาการปรับตัวของชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างรับรู้และเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวมีลักษณะเป็นแบบปัจเจก ขาดการประสานงานระหว่างบุคคลและองค์กร การวางแผนด้านผังเมืองเพื่อลดความเสี่ยงมีแนวทางสำคัญ 5 ประการคือการพัฒนาเมืองแบบ 2 ศูนย์กลาง การปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ที่ดิน การออกข้อกำหนดอาคารในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การลดปัญหาน้ำท่วมโดยฟลัดเวย์และพื้นที่รับน้ำ และการก่อสร้างและบำรุงรักษากำแพงป้ องกันน้ำท่วม</p>
<p> </p>
<h3><strong>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/FinalRptRDG5430027_..pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></strong></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T02:45:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project2">
    <title>กลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษาเปรียบเทียบเครือข่ายลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และเครือข่ายลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project2</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: center; "><b><b>Community-based Adaptation to Climate Change, Traditional Ecological Knowledge, </b></b></h2>
<h2 style="text-align: center; "><b><b>Institutional Arrangements</b></b></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2>คณะผู้วิจัย</h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td><span>ดร. กุลวดี แก่นสันติสุขมงคล</span></td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวอรวรรณ  บุญทัน</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวดาลิน   พูนบำเพ็ญ</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นายจิรายุ         รัตนเดชากร</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวชไมพร  ไชยมงคล</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวณัชชา  ศรหิรัญ</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
<tr>
<td>นายประดิพล    เครือแก้ว</td>
<td><span style="text-align: -webkit-center; ">คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h2><b>ระยะเวลาดำเนินการ </b></h2>
<p>10 เดือน [กย 2554 - กค 2555]</p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p>โครงการวิจัยนี้เสนอการศึกษากลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ทั้งภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศ-climate variation- และภาวะวิกฤต-extreme-) มีระดับการวิเคราะห์ศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศขององค์กรทางสังคมในระดับชุมชน จนถึงเครือข่ายทางสังคม โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่ากลไกหลักในการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และเครือข่ายทางสังคม โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นทางเลือกในการปรับตัว งานศึกษานี้จึงเน้นชุมชนที่มีความเข้มแข็งของกลไกดังกล่าว ในขณะเดียวกับที่เป็นชุมชนที่มีความเปราะบางในเชิงนิเวศสูง คือ ชุมชนประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง ซึ่งทั้ง 2 ชุมชนต่างก็ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หากแต่การเปิดรับผลกระทบระดับพื้นที่ และความอ่อนไหวของระบบเศรษฐกิจสังคมของวิถีประมงพื้นบ้านแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อถอดบทเรียนการทำงานของกลไกในการขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกแบบงานวิจัยจึงเน้นการศึกษาเปรียบเทียบ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งจาก 2 ลุ่มน้ำที่พึ่งพาความหลากหลายของทรัพยากรประมงภายใต้ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการอภิปรายกลุ่มประมงพื้นบ้าน และกลุ่มองค์กรชุมชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบของตัวชี้วัดความเปราะบางในระดับชุมชนและเครือข่าย ผลการประเมินสภาวะความเปราะบางจากอดีต-ปัจจุบัน และปัจจุบัน-อนาคต กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนผ่านองค์กรเข้มแข็งและเครือข่ายทางสังคม ใน 5 องค์ประกอบคือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) การสร้างความตระหนักในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(2) การปรับประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความเสี่ยง</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(3) การสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(4) การระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อจัดการความเสี่ยง และ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(5) การจัดสถาบันในการจัดการความเสี่ยง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเน้นให้เห็นปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ และปัจจัยที่ทำให้บรรลุผลในการจัดการ</p>
<p> </p>
<h2><span><b>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</b></span></h2>
<p><span>1. เพื่อศึกษาสภาวะความเปราะบางของชุมชนประมงที่เป็นชุมชนเข้มแข็งในระดับชุมชนและเครือข่าย</span></p>
<p>2. เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ</p>
<p>3. เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม</p>
<p><b> </b></p>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p><b> </b></p>
<h3>กรอบแนวคิด</h3>
<p>การทำความเข้าใจประเด็นของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องเข้าใจเรื่อง ความเปราะบาง (Vulnerability) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ การเปิดรับผลกระทบ (Exposure) ความไวต่อผลกระทบ (Sensitivity) และ ขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive capacity) ดังภาพต่อไปนี้<b> </b></p>
<p style="text-align: center; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Dr_Kulvadee_Project2-FrmWk_2" alt="Dr_Kulvadee_Project2-FrmWk_(2)" class="image-inline" title="Dr_Kulvadee_Project2-FrmWk_(2)" /></p>
<p style="text-align: center; "><span style="text-align: center; "> </span><b>กรอบแนวคิดในการประเมินความเปราะบางของระบบนิเวศและระบบสังคม</b></p>
<p> </p>
<h3><span><b>วิธีการดำเนินการวิจัย</b></span></h3>
<p><b> </b></p>
<p><b>การศึกษาส่วนที่ 1 การศึกษาความเปราะบางของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </b></p>
<p>การศึกษาส่วนนี้มุ่งเน้นศึกษาภาวะเปราะบางทางสังคมในการรับมือต่อภาวะแปรปรวนของสภาพอากาศ (Climate variability) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และต่อข้อสมมติฐานของสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศใช้ข้อมูลแนวโน้มระดับประเทศที่ศึกษาโดย<br />ศุภกร ชินวรรโณ (2550) อำนาจ ชิดไธสง (2553) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (2554) เครือข่ายลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรังประกอบด้วยกลุ่มประมงพื้นบ้านทุ่งตาเซะ (สมาชิกรวม 30 ครัวเรือน) และกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านแหลม (สมาชิกรวม 120 ครัวเรือน) ส่วนเครือข่ายลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง ประกอบด้วย กลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลเนินฆ้อ (สมาชิกรวม 120 ครัวเรือน) กลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลปากน้ำประแส (สมาชิกรวม 200 ครัวเรือน) และกลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลคลองปูน (สมาชิกรวม 22 ครัวเรือน)</p>
<p>1.1 การสร้างตัวชี้วัดความเปราะบางระดับชุมชนและเครือข่ายในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ มี 3 ขั้นตอนคือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) ทบทวนวรรณกรรมว่าด้วยเรื่องตัวชี้วัดความเปราะบางของชุมชนประมง และรวบรวมตัวชี้วัดใน 3 องค์ประกอบของความเปราะบาง รวมทั้งข้อมูลทุติยภูมิทางด้านการประมงอุตุนิยมวิทยา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(2) อภิปรายกลุ่มตามประเภทหลักของประมงพื้นบ้าน เพื่อเข้าใจสภาวะความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละประเภทของประมงพื้นบ้าน นำไปสู่ความเข้าใจในองค์ประกอบทั้ง 3 ของความเปราะบาง (การเปิดรับผลกระทบ ความอ่อนไหว และศักยภาพในการรับมือ) และตัวชี้วัดในแต่ละองค์ประกอบ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(3) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชุมชน เพื่อให้ค่าน้ำหนักตัวชี้วัดความเปราะบางระดับชุมชน วิเคราะห์ตามเทคนิคการวิเคราะห์แบบหลายเกณฑ์ (Multi-criteria Analysis)</p>
<p style="text-align: left; ">1.2 การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงและสภาวะความเปราะบางของชุมชนใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกครัวเรือนตามประเภทหลักของประมงพื้นบ้าน ในประเด็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม การเข้าถึงและพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในกิจกรรมการผลิตและการบริโภค สถานภาพทางเศรษฐกิจ การพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพ<br />การกระจายและความหลากหลายของรายได้ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศ และภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพลม ฝน และทะเล ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและประชากร การสังเกตและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเจตคติต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งนี้รูปแบบการปรับตัวที่ศึกษามีขอบเขตอยู่ที่การปรับตัวในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติ ในที่นี้คือการทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งการทำประมงพื้นบ้านมีความหลากหลายในเชิงระบบนิเวศย่อย องค์ความรู้และเครื่องมือในการทำประมง และมีการจัดการแบบยืดหยุ่นปรับตัว (Adaptive management) ในการทำประมงตามฤดูกาลและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับเปลี่ยนชนิดของระบบนิเวศย่อยและทรัพยากรประมงที่พึ่งพา ด้วยเหตุนี้การทำความเข้าใจภาวะเปราะบางของประเภท/รูปแบบที่แตกต่างกันของการทำประมงพื้นบ้านรายครัวเรือนเพื่อเข้าใจภาพความเปราะบางที่หลากหลายในระดับชุมชนประมงพื้นบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้องค์กรชุมชนและเครือข่ายประมงพื้นบ้านมีศักยภาพในการจัดการแบบผสมผสานประเภทที่แตกต่างกันของการทำประมงพื้นบ้าน และเป็นการปรับตัวในชีวิตประจำวัน</p>
<p><b>การศึกษาส่วนที่ 2 วิเคราะห์กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ</b></p>
<p>กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศมีองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบคือ (1) การสร้างความตระหนักในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (2) การปรับประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความเสี่ยง (3) การสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง (4) การระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อจัดการ<br />ความเสี่ยง และ(5) การจัดสถาบันในการจัดการความเสี่ยง</p>
<p>2.1 การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพในองค์ประกอบทั้ง 5 เพื่อหาช่องว่างของขีดความสามารถของชุมชนที่ทำให้ชุมชนตกอยู่ในความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) สัมภาษณ์เชิงลึกครัวเรือนตามประเภทหลักของประมงพื้นบ้านในประเด็นความตระหนักในความเสี่ยงจากการแปรปรวนของสภาพอากาศ และเจตคติต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับ<br />(2) สัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการปรับตัวในวิถีประมงพื้นบ้าน องค์ความรู้ทั้งในเชิงการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ความรู้เชิงเทคนิค และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในการรับมือกับผลที่ได้รับ<br />(3) อภิปรายกลุ่มในแต่ละประเภทของการประมงพื้นบ้านในประเด็นการประยุกต์องค์ความรู้ในการจัดการความเสี่ยงและ การสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง<br />(4) สัมภาษณ์เชิงลึกประเด็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – การระดมทรัพยากรที่มีอยู่ และการจัดสถาบัน<br />(5) อภิปรายกลุ่มตัวแทนชุมชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้นำชุมชน ผู้นำเครือข่าย อบต. ตัวแทนหัวหน้าครัวเรือนตามประเภทหลักของประมงพื้นบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่</p>
<p>ส่วนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่นหน่วยงานด้านการประมง ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการวิจัยในพื้นที่ ในประเด็นการรับมือกับการ<br />เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (การระดมทรัพยากรที่มีอยู่ และการจัดสถาบัน) ทั้งในระดับชุมชน และระดับการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนในเครือข่าย และชุมชนกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆที่มีทั้งด้านกฎระเบียบชุมชน ข้อกฎหมาย การหนุนเสริมขององค์กรที่เกี่ยวข้อง2.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการอภิปรายกลุ่มช่วยให้เห็นกลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ นอกจากการวิเคราะห์เนื้อหาความเชื่อมโยงขององค์ความรู้เบื้องหลังการดำเนินกิจกรรมประมงพื้นบ้านแล้ว ยังวิเคราะห์กระบวนการจัดการความรู้ตามปัจจัยสำคัญ 4 ปัจจัยหลักที่ Folke et al. (2003) เสนอว่าเป็นปัจจัยที่สร้างความยืดหยุ่นทางสังคม ซึ่งประกอบด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) การเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(2) การธำรงรักษาความหลากหลายในรูปแบบต่างๆ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(3) การประสานความรู้ประเภทต่างๆเพื่อการเรียนรู้ (การประสานองค์ความรู้เดิม ซึ่งรวมความถึงองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และกระบวนการในการจัดการความรู้ที่เป็นอยู่ กับความรู้ใหม่ทั้งทางด้านเทคนิคประมง เทคโนโลยีในการจับสัตว์น้ำ ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ และทางเลือกในการประกอบอาชีพเสริมหรืออาชีพใหม่) และ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(4) การสร้างโอกาสในการจัดองค์กร/สถาบันและเชื่อมประสานองค์กร/สถาบันในระดับต่างๆ ในการนำมาซึ่งการตั้งกฎเกณฑ์กติกาประมงพื้นบ้าน ศูนย์พยากรณ์อากาศ ศูนย์เตือนภัย รวมถึงความช่วยเหลือจากภายนอกในรูปแบบต่างๆ</p>
<p><br />การวิเคราะห์เครือข่ายทั้ง 2 เครือข่ายในประเด็น ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ในการสร้างความยืดหยุ่นของสังคมเพื่อการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เเน้นแนวทางสู่ความสำเร็จในการจัดสถาบันในการจัดการระบบนิเวศในลักษณะทรัพยากรร่วมอย่างมีความยืดหยุ่นปรับตัวตามองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) การสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในพลวัตของทรัพยากรและระบบนิเวศ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(2) การผนวกองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาเข้าสู่การปฏิบัติในการจัดการทรัพยากรแบบยืดหยุ่น ปรับตัว (Adaptive management)</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(3) การสนับสนุนสถาบันที่มีความยืดหยุ่นและระบบการปกครองที่มีหลายระดับ และ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(4) การจัดการกับตัวขับเคลื่อนจากภายนอกรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆและภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากภายนอก เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกระบวนการวิเคราะห์เป็นการผสมผสานข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมในการจัดอภิปรายกลุ่มตัวแทนชุมชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในประเด็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นประเด็นการสร้างความยืดหยุ่นของสังคมเพื่อการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จากอดีตถึงปัจจุบันและมองสู่อนาคต ว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการแปรปรวนของสภาพอากาศมีพัฒนาการอย่างไร มีทางเลือกอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ช่วยให้สังคมมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัญหาอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างไร ทางเลือกด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นจะปรับเปลี่ยนอย่างไรในอนาคต กลไกด้านความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคมจะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต ในการสร้างขีดความสามรถให้ชุมชนสามารถดำเนินการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม (ทั้งทางด้านการตระหนักถึงความเสี่ยง การจัดหาองค์ความรู้ในการรับมือกับความเสี่ยง เทคนิควิธีการและทรัพยากรที่ต้องใช้เพื่อการปรับตัว และการสนับสนุนให้เกิดการปรับตัวอย่างยั่งยืน)</p>
<p><br /><b>การศึกษาส่วนที่ 3 การเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม </b></p>
<p>การวิเคราะห์ผลของกลไกขับเคลื่อนการปรับตัวต่อศักยภาพในการการปรับตัวและความเปราะบางของสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมี 3 ลักษณะ คือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) การส่งผลต่อโครงสร้างการเกิดผลกระทบและความเปราะบาง</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(2) การประสานการตอบสนองในระดับปัจเจกเข้ากับระดับกลุ่มก่อให้เกิดผลลัพธ์ของของการปรับตัว และ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(3) การทำหน้าที่ดึงทรัพยากรจากภายนอกเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดการปรับตัว และเข้าถึงทรัพยากรนั้นๆ การจัดสถาบันและเครือข่ายทางสังคมจึงนำมาซึ่งความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้ากับภาวะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งนี้การวิเคราะห์นำมาซึ่งข้อสรุปของปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ และปัจจัยที่ทำให้บรรลุผลในการจัดการความเสี่ยงผลการวิจัยจากทั้ง 2 พื้นที่จะมีการสอบทาน (Verification) อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงสู่ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน ความรู้และเทคโนโลยี การทำงานขององค์กรชุมชนและเครือข่าย และองค์กรหนุนเสริม สู่การสร้างศักยภาพชุมชนในการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p> </p>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h2>
<p>งานวิจัยนี้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องกลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชน โดยมีสมมติฐานว่า ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และเครือข่ายทางสังคม คือตัวขับเคลื่อนในการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลต่อศักยภาพในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศความเข้าใจในการทำงานของกลไกหลักในชุมชนที่มีความเปราะบางเชิงนิเวศสูงนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเสริมศักยภาพชุมชนอื่นๆ เพื่อลดความเปราะบางของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ประกอบด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px; ">(1) ตัวชี้วัดความเปราะบางของชุมชนประมงพื้นบ้านที่มีความหลากหลายของประเภทการทำประมง ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดมีค่าน้ำหนักที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทประมงและพื้นที่ (ระยองและตรัง)<br />(2) สถานภาพความเสี่ยงและความเปราะบางของชุมชนประมงพื้นบ้านต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />(3) กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ<br />(4) แนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม<br />(5) บทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศและต่างประเทศ<br />(6) การนำเสนอในที่ประชุมวิชาการระดับประเทศ<br />(7) การร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลในเครือข่ายวิชาการ Thailand Adaptation Network</p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p> </p>
<p>โครงการวิจัยนี้เสนอการศึกษากลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ทั้งภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศ–climate variability– และภาวะวิกฤต–extreme–) มีระดับการวิเคราะห์ศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศขององค์กรทางสังคมในระดับชุมชน จนถึงเครือข่ายทางสังคม โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่ากลไกหลักในการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นทางเลือกในการปรับตัว งานศึกษานี้จึงเน้นชุมชนที่มีความเข้มแข็งของกลไกดังกล่าว ในขณะเดียวกับที่เป็นชุมชนที่มีความเปราะบางในเชิงนิเวศสูง คือชุมชนประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง ทั้งนี้เพื่อถอดบทเรียนการทำงานของกลไกในการขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกแบบงานวิจัยจึงเน้นการศึกษาเปรียบเทียบ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งจาก 2 ลุ่มน้ำที่พึ่งพาความหลากหลายของทรัพยากรประมงภายใต้ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1. เพื่อศึกษาสภาวะความเปราะบางของชุมชนประมงที่เป็นชุมชนเข้มแข็งในระดับชุมชนและเครือข่าย</p>
<p style="padding-left: 30px; ">2. เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">3. เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม</p>
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจครัวเรือน การสัมภาษณ์เชิงลึกและการอภิปรายกลุ่มประมงพื้นบ้าน และกลุ่มองค์กรชุมชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบของตัวชี้วัดความเปราะบางในระดับครัวเรือน ชุมชนและเครือข่าย ผลการประเมินสภาวะความเปราะบางของครัวเรือน องค์กรและเครือข่าย กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนผ่านองค์กรเข้มแข็งและเครือข่ายทางสังคม ใน 5 องค์ประกอบคือ (1) การสร้างความตระหนักในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (2) การปรับประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความเสี่ยง (3) การสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง (4) การระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อจัดการความเสี่ยง และ (5) การจัดสถาบันในการจัดการความเสี่ยง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเน้นให้เห็นปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ และปัจจัยที่ทำให้บรรลุผลในการจัดการ</p>
<p>ในส่วนของการศึกษาสภาวะความเปราะบางของชุมชนประมงที่เป็นชุมชนเข้มแข็งในระดับชุมชนและเครือข่ายพบว่า ถึงแม้ระบบนิเวศชายฝั่งจะเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางเชิงนิเวศที่สูง ชุมชนประมงพื้นบ้านทั้ง 2 ลุ่มน้ำมีความเปราะบางเชิงสังคมต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ต่ำ ทั้งนี้ด้วยความที่ชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 2 พื้นที่เปิดรับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ต่ำ ชุมชนจึงยังไม่มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัวในระดับชุมชน ดังจะเห็นได้จากค่าคะแนนของศักยภาพในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศในระดับชุมชนที่ต่ำ ประกอบกับชุมชนทั้ง 2 พื้นที่มีความไวต่อผลกระทบที่ต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบเพียงพอถึงขั้นที่จะเกิดการเตรียมรับและปรับตัว ทั้งนี้การเปิดรับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ต่ำ เป็นผลมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญที่กำหนดวิถีการทำประมงที่พึ่งพาระบบนิเวศ ความหลากหลายของทรัพยากรและแหล่งรายได้เลี้ยงชีพ ส่วนความไวต่อผลกระทบที่ต่ำเป็นผลมาจากความเข้มแข็งขององค์กรทางสังคมเป็นสำคัญที่กำหนดการเข้าถึงทรัพยากร การแบ่งปันผลประโยชน์ สิทธิในที่ดินทำกินและการตั้งถิ่นฐาน ส่วนศักยภาพในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ต่ำนั้นเป็นผลมาจากองค์กรทางสังคมยังไม่มีบทบาทด้านนี้ในระดับชุมชน ส่วนใหญ่ครัวเรือนชาวประมงพื้นบ้านมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับปานกลาง ชาวประมงสามารถลดความเปราะบางได้ด้วยการลดการเปิดรับต่อผลกระทบ และเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 2 ลุ่มน้ำรับมือกับวิกฤตน้ำจืดปี 2554 ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ประการคือ (1) ยุทธศาสตร์การรวมกลุ่ม (2) ยุทธศาสตร์การสำรอง (3) ยุทธศาสตร์ความหลากหลาย (4) ยุทธศาสตร์การพึ่งตลาด และ (5) ยุทธศาสตร์การย้ายที่ ชาวประมงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาประยุกต์ใช้ในการรับมือกับวิกฤต การตัดสินใจต่างๆเกิดขึ้นในระดับครัวเรือน มีการปรึกษาหารือกันในกลุ่มเครือญาติและเพื่อนบ้านบ้างตามวิถี</p>
<p>ลักษณะการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ  (1) <i>การรับมือต่อวิกฤตเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน </i>เช่น ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ประการข้างต้น (2) <i>การรับมือต่อวิกฤตเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วม</i> เช่น การเพิกเฉยต่อการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากรประมง/ ระบบนิเวศ และการส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการใช้ทรัพยากรประมงอย่างเข้มข้นในพื้นที่นอกวิกฤต (3) <i>การรับมือต่อวิกฤตที่ต้องการพฤติกรรรมร่วม (</i><i>Collective action)</i> เช่น การอนุรักษ์/ ฟื้นฟูฐานทรัพยากรร่วม การทำประมงหลังภาวะวิกฤตเป็นภาวะที่เปราะบางของระบบนิเวศ การอนุรักษ์ หรือฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งเป็นฐานทรัพยากรร่วมนี้ต้องการการก่อรูปสถาบันทางสังคมเพื่อควบคุมพฤติกรรมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรร่วม</p>
<p>การรับมือต่อภาวะวิกฤตอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในพื้นที่ศึกษาทั้ง 2 พื้นที่ เป็นการรับมือที่อยู่บนฐานการตัดสินใจของครัวเรือนมากกว่าชุมชน เป็นการใช้ภูมิปัญญาระดับครัวเรือนในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การก่อรูปสถาบันทางสังคมระดับชุมชนในการรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่เกิดขึ้นทั้ง 2 พื้นที่ ถึงแม้ทั้ง 2 พื้นที่จะเป็นที่ที่มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มีองค์กรชุมชนและเครือข่ายอนุรักษ์ที่เข้มแข็ง แต่การรวมตัวกัน การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาการจัดการวิกฤตการทำลายฐานทรัพยากรมากกว่าจะเป็นการจัดการความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ในส่วนของการศึกษากลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ พบว่า ชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 2 ลุ่มน้ำ ดำรงวิถีประมงด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ามกลางระบบนิเวศที่มีความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ภูมิปัญญาท้องถิ่นช่วยให้ชาวประมงมีการจัดการทรัพยากรประมงได้อย่างยืดหยุ่น และสอดคล้องกับพลวัตของระบบนิเวศ ชาวประมงเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน มีการธำรงรักษาความหลากหลายในรูปแบบต่างๆ มีการประสานความรู้ประเภทต่างๆเพื่อการเรียนรู้ และมีการสร้างโอกาสในการจัดองค์กร/ สถาบันและเชื่อมประสานองค์กร/ สถาบันในระดับต่างๆ ก่อให้เกิดความยืดหยุ่นของสังคม</p>
<p>ชาวประมงรับมือกับวิกฤตการทำลายฐานทรัพยากรด้วยการจัดการสถาบันในระดับชุมชนและเครือข่าย โดยสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในพลวัตของทรัพยากรและระบบนิเวศ ผนวกองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาเข้าสู่การปฏิบัติในการจัดการทรัพยากรแบบยืดหยุ่นปรับตัว มีสถาบันที่มีความยืดหยุ่นเชื่อมโยงหลายระดับ และสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆจากภายนอก</p>
<p>การสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในที่นี้เน้นการก่อรูปของสถาบันทางสังคมเพื่อการปรับตัวในระดับชุมชน ความท้าทายประการหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ การก่อรูปของสถาบันทางสังคมเพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นได้ยากกว่ากรณีที่ไม่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ปริมาณน้ำฝนมากในปี 2554 ส่งผลกระทบต่อวิถีประมงพื้นบ้านของทั้ง 2 ลุ่มน้ำ ชุมชนประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำปะเหลียนสูญเสียรายได้จากการประมงหอยตลับซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจของพื้นที่ หอยตลับตายจากปริมาณน้ำฝนที่มากและต่อเนื่อง ในขณะที่ชุมชนประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำประแสสูญเสียรายได้จากการทำประมงสัตว์น้ำที่หนีน้ำจืดจากการระบายน้ำล้นเขื่อนลงปลายน้ำแม่น้ำประแส ภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกระทบต่อทรัพยากรประมงยังเป็นประเด็นท้าทายในการปรับตัวของชุมชนประมงพื้นบ้าน</p>
<p>กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากวิกฤตต่างๆ ประกอบด้วย (1) การตระหนักในความเสี่ยงจากวิกฤตการทำลายฐานทรัพยากรที่เกิดขึ้น (2) ปรับประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อจัดการความเสี่ยง (3) มีการสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง (4) มีการระดมทรัพยากรที่มีอยู่ และ (5) การจัดสถาบันเพื่อการจัดการความเสี่ยง การสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศระดับชุมชนนั้น ไม่สามารถแยกองค์กรการจัดการออกมาจากองค์กรชุมชนที่มีอยู่ แต่เป็นลักษณะการเสริมศักยภาพองค์กรที่มีอยู่ให้มีความพร้อมมากขึ้นในการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาสู่กรอบคิดในการจัดการฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะในทัศนะของชาวประมงพื้นบ้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติคือการปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตอยู่รอด และการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืนต้องรักษาฐานทรัพยากรให้มั่นคง เพื่อเป็นฐานความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและลูกหลาน</p>
<p>ความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านทั้งในรูปของผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและผลกระทบที่สะสมซึ่งจะส่งผลให้เกิดวิกฤตในอนาคตดังนั้นการพิจารณาในมุมมองการพัฒนาชุมชน หรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานของชุมชนจึงมีความจำเป็นต้องรวมประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในกรอบแนวคิดเดียวกัน ทั้งนี้มีมุมมองที่ขยายพื้นที่การจัดการและขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เครือข่ายประมงพื้นบ้านจึงมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรประมงไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่นขยายเครือข่ายประมงพื้นบ้านเชื่อมโยงกับเครือข่ายการจัดการน้ำที่ลุ่มน้ำประแส หรือเครือข่ายการจัดการลุ่มน้ำที่ลุ่มน้ำปะเหลียน เป็นต้น</p>
<p>งานวิจัยเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ด้วยปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ และ ปัจจัยที่ทำให้บรรลุผลในการจัดการ</p>
<p><i>ปัจจัยที่ทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้</i> คือองค์ความรู้ที่ช่วยสร้างความตระหนักในความเสี่ยง ซึ่งองค์ความรู้นี้อาจเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือความรู้วิทยาศาสตร์ หรือการผสมผสานองค์ความรู้ทั้ง 2 รูปแบบ สำหรับการจัดการความเสี่ยงจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชาวประมงพื้นบ้าน องค์ความรู้วิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่การสร้างความตระหนักในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสามารถประเมินความเสี่ยงได้</p>
<p>การจัดสถาบันเพื่อการจัดการความเสี่ยงสู่ความสำเร็จประกอบด้วย (1) การสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในพลวัตของทรัพยากรและระบบนิเวศ (2) การผนวกองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาเข้าสู่การปฏิบัติในการจัดการทรัพยากรแบบยืดหยุ่นปรับตัว (Adaptive management) (3) การสร้างสถาบัน (กฎเกณฑ์กติกาต่างๆ) ที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับระบบการจัดการทรัพยากรอื่นๆ และ (4) การจัดการกับตัวขับเคลื่อนจากภายนอก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากภายนอก</p>
<p><i>ปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงบรรลุผล</i>คือการจัดสถาบันที่อยู่บนฐานของศักยภาพในการปรับเปลี่ยน เรียนรู้ ก่อให้เกิดการลดการเปิดรับผลกระทบ และลดความไวของระบบเศรษฐกิจสังคมต่อสถานการณ์ของวิกฤต ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงมีบทบาทในการสร้างกระบวนการปรับเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดสถาบันให้สอดคล้องกับพลวัตของระบบนิเวศที่มีความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน แต่กระนั้นก็ตามประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง และเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความตระหนักและรับมือต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องมีการประสานกับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ องค์กรและเครือข่ายที่มีอยู่ต้องมีการหนุนเสริมศักยภาพเพื่อขยายขอบเขตการจัดการเชิงพื้นที่และเวลาให้ครอบคลุมภาพรวมของผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เป้าประสงค์ขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่ยังคงเดินหน้าเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยเพิ่มลักษณะการจัดการที่ยืดหยุ่นและปรับตัว (Adaptive management) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ต้องอาศัยกระบวนการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศที่มากขึ้น</p>
<p> </p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/FinalReportRDG5430025..pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T02:40:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project8">
    <title>การประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษานำร่องในบริบทของจังหวัดต่อสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศแบบบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รวม</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project8</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<p> </p>
<h2 style="text-align: center; "><strong>Risk Assessment on Pilot Site in Provincial for Holistic Approach Climate Change Adaptation <span>Research Framework Development</span></strong></h2>
<p> </p>
<h2><span><b>คณะผู้วิจัย</b></span></h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ </span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td>นางสาวจริยา ฐิติเวศน์</td>
<td>ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลียนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</td>
</tr>
<tr>
<td>ดร.พนมศักดิ Jพรหมบุรมย์</td>
<td>ศูนย์วิจัยระบบทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h2>ระยะเวลาดำเนินการ</h2>
<p>6 เดือน [พฤศจิกายน 2555 - พฤษภาคม 2556]</p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p style="text-align: justify; ">การศึกษาด้านผลกระทบ ความล่อแหลม และการปรับตัวสำหรับในประเทศไทยนั้นยังมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะความรู้เรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทยนั้นยังมีอยู่น้อยและมีข้อจำกัดในกรอบการพิจารณาอยู่มาก ทั้งนี้เห็นได้จากการศึกษาเรื่องผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระยะที่ผ่านมาซึ่งมักดำเนินการโดยเน้นศึกษาแต่เพียงรายภาคส่วน และพิจารณาถึงการปรับตัวโดยการมองจากมุมมองของนักวิจัยในสาขาใดสาขาหนึ่ง (single discipline study) ซึ่งมักจะเป็นมุมมองของนักวิทยาศาสตร์กายภาพเป็นหลัก นอกจากนั้น ข้อจำกัดในด้านการศึกษาวิจัยถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอีกประการหนึ่งคือ ในปัจจุบันนี้ยังมีนักวิจัยที่สนใจศึกษาประเด็นนี้น้อยมากและส่วนหนึ่งก็ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเห็นได้จากในรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 1 (อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และอำนาจ ชิดไธสง, 2554) ที่ได้พยายามทำการประมวลสถานภาพและสังเคราะห์องค์ความรู้ในประเด็นดังกล่าวเท่าที่มีอยู่ซึ่งนับว่าน้อยมากและยังเป็นองค์ความรู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าข้อจำกัดด้านองค์ความรู้นี้นำไปสู่ข้อจำกัดในการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการที่จะกล่าวถึงและนำเสนอประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังไม่มีการควบรวมประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศลงในแผนงานของกระทรวง และ/หรือ แผนพัฒนาจังหวัดหรือแผนพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p style="text-align: justify; ">การศึกษาวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะนำไปสู่การวางนโยบายและการนำใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมจะต้องมีความชัดเจนในการมองประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยสามารถเชื่อมโยงสถานการณ์อนาคตในประเด็นของความเสี่ยงจากสภาพอากาศในอนาคตกับบริบทของพื้นที่ในปัจจุบันและอนาคตจากมุมมองของนักวิจัยหลายสาขา (multi-disciplines study) และวิเคราะห์หาแนวทางการพัฒนา และ/หรือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมภายใต้พลวัตของระบบเศรษฐกิจสังคม โดยคำนึงถึงความไม่แน่นอนของอนาคต และเสนอแนวทางตัดสินในลักษณะที่เป็นการตัดสินใจที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต (robust decision making) ทั้งนี้แนวทางการพัฒนา และ/หรือ ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมควรที่จะตั้งเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็ง (resilience) ของสังคมและระบบเศรษฐกิจประกอบกับการสร้างความทนทาน (robustness) ของแผนพัฒนาต่างๆ ในปัจจุบันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตหลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Burton et al, 2009) นอกจากนั้น กรอบการวิเคราะห์วิจัยจะต้องรวมถึงการสร้างความเข้าใจถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เกิดดำเนินการตามแนวทางนั้นๆ ได้ (enabling factor) อีกทั้งเงื่อนไขที่ทำให้การ<span>ดำเนินการปรับตัวนั้นๆ ประสบผลสำเร็จและยั่งยืน (critical success factor) รวมทั้งการจัดตั้งกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง</span><span>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเหล่านั้น ตลอดจนกระบวนการที่จะควบรวมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนในระดับ</span><span>ต่างๆ โดยเฉพาะแผนพัฒนา (Huq and Reid, 2009) เพื่อที่จะนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์และนโยบายที่ได้</span><span>จัดตั้งขึ้นนี้ในภายหลัง อีกทั้งขยายผลไปยังการวางแผนระยะยาวในพื้นที่อื่นๆ</span></p>
<p> </p>
<h2>กรอบแนวคิด</h2>
<p style="text-align: center; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Jariya_Project8_FrmWk-1" alt="Jariya_Project8_FrmWk-1" class="image-inline" title="Jariya_Project8_FrmWk-1" /></p>
<p style="text-align: center; "><strong>กรอบแนวคิดด้านการศึกษาถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเชิงพื้นที่แบบองค์รวม</strong></p>
<p style="text-align: center; "><strong><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Jariya_Project8_FrmWk-2/@@images/98cc53ce-76fb-4869-b1ed-f6a15e46cc3e.png" alt="Jariya_Project8_FrmWk-2" class="image-inline" title="Jariya_Project8_FrmWk-2" /></strong></p>
<p style="text-align: center; "><strong>ตัวอย่างการมองภาพองค์รวมของสังคมด้วยความเสี่ยงในอนาคต</strong></p>
<p style="text-align: center; "><strong><br /></strong></p>
<h2><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong></h2>
<p><span>1) เพื่อประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษานำร่องโดยพิจารณาถึงภาคส่วนสำคัญหลายภาคส่วนที่มีการเปิดรับต่อภาวะสภาพอากาศที่ผิดปรกติ และความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผลสืบเนื่องจากภาคส่วนเหล่านั้นที่ตอบสนองต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน</span></p>
<p style="text-align: left; ">2) เพื่อประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจาก Climate scenarios ในบริบทของภาคส่วนสำคัญรวมถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่เพื่อวิเคราะห์ถึงทิศทางที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจส่งผลให้บริบทของความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต</p>
<p style="text-align: left; ">3) เพื่อจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของพื้นที่ศึกษานำร่อง โดยวางกรอบการวิเคราะห์แบบองค์รวม และกำหนดโจทย์วิจัยย่อยเพื่อที่จะศึกษาถึงความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญหรือพื้นที่ย่อยต่างๆ ในพื้นที่ศึกษานำร่องนี้ โดยคำนึงถึงประเด็นแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ (Climate andnon-Climate pressure) ต่อภาคส่วน และ/หรือพื้นที่ย่อยในพื้นที่ศึกษา และผลสืบเนื่องจากภาคส่วนอื่นๆ ภายใต้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนเหล่านั้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ให้เกิดยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทของจังหวัดและ/หรือยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด</p>
<p style="text-align: left; "> </p>
<h2><strong>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</strong></h2>
<p><strong><span>ขั้นตอนที่ 1</span></strong><span> ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินพื้นที่เพื่อสรรหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษานำร่องสำหรับจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศแบบบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รวมในบริบทของจังหวัดและยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด</span></p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.1. คณะนักวิจัยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลทุติยภูมิ รายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เคยทำมาในอดีตของพื้นที่ศึกษาในประเทศไทย ตลอดจนรายงานการศึกษาของพื้นที่หรือภาคส่วนที่ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบซ้ำซาก/บ่อยครั้ง หรือมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรง หรือความแปรปรวนของสภาพอากาศ (น้ำท่วม น้ำแล้ง วาตภัย เป็นต้น)</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.2. คณะนักวิจัยวิเคราะห์ความสัมพันธ์และลำดับขั้นความเชื่อมโยงของปัญหาหรือผลกระทบกับตัวแปรทางภูมิอากาศของแต่ละกรณี เพื่อทราบความชัดเจนของประเด็นความเสี่ยงกับปัจจัยทางภูมิอากาศ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.3. คณะนักวิจัยจำแนกหมวดหมู่ของ climate pressure หรือภัยพิบัติ ประเภทและตัวชี้วัด (ชีวิต ทรัพย์สินเศรษฐกิจ สังคม) และประเมินขนาดของผลกระทบ โดยใช้มาตรวัด (standardized scale)ที่เปรียบเทียบกันได้ รวมทั้งความถี่ที่เกิด และขนาดในเชิงพื้นที่</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.4. จัดประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวมของแต่ละกรณีโดยใช้ตัวชี้วัดและขนาดของผลกระทบในข้อ 1.2 และ 1.3 โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์แบบลำดับขั้น(Analytical Hierarchical Process - AHP) ซึ่งต้องใช้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในการให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของแต่ละตัวชี้วัด เพื่อได้ค่าตัวชี้วัดรวมของระดับผลกระทบ (Composite index) ของแต่ละกรณีที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อช่วยในการตัดสินใจคัดเลือกกรณีหรือพื้นที่ศึกษานำร่องต่อไป</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.5. คณะนักวิจัยระบุภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้บริบทของผลกระทบนั้นๆ(affected, coping, mitigation, adaptation &amp; plan)</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.6. คณะนักวิจัยรวบรวบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems, GIS) ซึ่งอาจจะรวมถึงภาพถ่ายดาวเทียม (remote sensing) ที่บ่งชี้ถึงพื้นที่ และภาคส่วนที่ถูกระบุในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.7. คณะนักวิจัยนำข้อมูลที่ได้บูรณาการเป็นฐานข้อมูลในระบบภูมิสารสนเทศเพื่อใช้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของข้อมูลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อใช้สนับสนุนการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1.8. คณะนักวิจัยทำการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในเบื้องต้นโดยส่วนใหญ่พิจารณาจากเกณฑ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้างต้น ได้แก่</p>
<p style="padding-left: 60px; ">1) เป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องของหลายภาคส่วน และมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ <span>เผชิญหรือเปิดรับความเสี่ยงที่มีความแตกต่างกัน </span></p>
<p style="padding-left: 60px; "><span>2)โดยที่ผลกระทบนั้นมีความเชื่อมโยงกับตัวแปรทางภูมิอากาศอย่างชัดเจน หรือสามารถเชื่อมโยงกับแปรทางภูมิอากาศได้ </span></p>
<p style="padding-left: 60px; "><span>3)มีผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่รุนแรงและอย่างชัดเจน </span></p>
<p style="padding-left: 60px; "><span>4)พื้นที่ที่มีองค์ความรู้เดิมอยู่พอสมควร</span></p>
<p style="padding-left: 30px; "><span><strong><span>ผลที่จะได้รับ</span></strong> พื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษานำร่องจำนวน 2 พื้นที่ โดยมีรายละเอียดของเกณฑ์ชี้วัดในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องต่อไป</span></p>
<p><span><strong><span>ขั้นตอนที่ 2</span></strong> ขั้นตอนนี้เป็นการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องและประเมินความพร้อมของภาคนโยบายและภาคประชาสังคมที่จะมาร่วมในเครือข่ายวิจัย โดยคำนึงถึงการให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมและการให้ความสนใจ</span></p>
<p style="padding-left: 30px; "><span>2.1 จัดประชุมระดมความคิดเห็นจำนวน 2 ครั้ง (ใน 2 พื้นที่ตัวแทน พื้นที่ละ 1 ครั้ง)กับตัวแทนองค์กร และ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการประเมินความพร้อมของบุคลากร และ/หรือ องค์กรที่จะมีส่วนสนับสนุนหรือร่วมดำเนินการวิจัยในพื้นที่ที่ได้คัดเลือกไว้ในเบื้องต้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ศึกษาเป้าหมายให้เหลือเพียง 1 พื้นที่</span></p>
<p style="padding-left: 30px; "><span>2.2 คณะนักวิจัยทบทวนและวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ แผนโยบาย หลักการ ตลอดจนแผนดำเนินการต่างๆ ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของหน่วยงานภาคนโยบายในระดับพื้นที่ (อปท.-อบต./ ชุมชน อำเภอและจังหวัด) เพื่อประเมินความพร้อมของภาคส่วนในพื้นที่ และความเชื่อมโยงกับแผน /ยุทธศาสตร์ในประเด็นด้านภูมิอากาศในระดับชาติ (กระทรวง / กรม-กอง) โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งได้มาจากการกิจกรรม 2.1 และสืบค้นเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ</span></p>
<p style="padding-left: 30px; "><span>2.3 คณะนักวิจัยทำการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องเพียง 1 พื้นที่โดยพิจารณาจากเกณฑ์ที่ได้จากการประเมินในขั้นตอนที่ 1 ร่วมกับเกณฑ์ในด้านความเกี่ยวพันเชื่อมโยงของหลายภาคส่วนในบริบทของความเสี่ยงของพื้นที่นั้น และความพร้อมของเครือข่ายวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่</span></p>
<p style="padding-left: 30px; "><span><strong><span>ผลที่จะได้รับ</span></strong> พื้นที่ศึกษานำร่อง ซึ่งมีรายละเอียดที่ชี้ให้เห็นความเหมาะสมในด้านต่างๆ ตามเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายสำหรับจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศเชิงพื้นที่แบบองค์รวมในบริบทของจังหวัดและยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดที่มีความพร้อมขององค์กร และ/หรือหน่วยงานสนับสนุนหรือร่วมดำเนินการ ศึกษา และการนำผลการศึกษาไปปฏิบัติหรือควบรวมกับแผนงานในพื้นที่ เพื่อนำไปวิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญต่อไป</span></p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong><span>ขั้นตอนที่ 3 </span></strong>ขั้นตอนนี้เป็นการวิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญที่มีการเปิดรับต่อความแปรปรวนสภาพอากาศและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนพลวัตด้านเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ศึกษาที่อาจจะส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญในอนาคตคณะนักวิจัยจะนำพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกโดยกระบวนการวิเคราะห์และประเมินเปรียบเทียบในขั้นตอนที่ 1 และ 2 มาศึกษาความสัมพันธ์เชื่อมโยงของภาคส่วน และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเข้าใจภาพรวมของพื้นที่ศึกษาและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น ก่อนนำไปสู่การวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลต่อความเสี่ยงความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต และความพร้อมของภาคีต่างๆ ที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินงานวิจัยต่อไปซึ่งมีแผนการดำเนินงานดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; "><span>3.1 คณะนักวิจัยพัฒนาภาพมโนทัศน์ที่อธิบายความซับซ้อนของบริบทของพื้นที่ศึกษา (Systemconceptualization) เพื่อใช้วิเคราะห์เชิงระบบและแบบองค์รวม (System and holistic approaches) โดยจัดประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ร่วมในการวิเคราะห์ ประเด็นดังต่อไปนี้- ระบุภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ และความเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ ภายใต้บริบทของผลกระทบนั้นๆ(affected, coping, adaptation &amp; plan) และความเกี่ยวโยงปฏิสัมพันธ์กัน (interaction &amp; interconnectivity) </span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; "><span>3.2 คณะนักวิจัยดำเนินการวิเคราะห์และประเมินรูปแบบความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ ต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงในอนาคต และความเชื่อมโยงจากภาคส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาศัยข้อมูลตัวแปรอากาศที่ตรวจวัดจริง (อดีต-ปัจจุบัน) และข้อมูลตัวแปรอากาศจากแบบจำลอง (อดีต-อนาคต) ในหลายๆภาพฉายอนาคตของแนวทางของการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงแนวโน้มความเสี่ยงต่อพื้นที่จากการเปิดรับต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และรวบรวมประเด็นหลักจากแผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายหลักของภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ศึกษาที่คัดเลือก เพื่อประเมินและวิเคราะห์ถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ที่อาจจะส่งผลต่อความเสี่ยงของภาคส่วนหรือพื้นที่ย่อยเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; "><span>3.3 คณะนักวิจัยทำการสรุปประเด็นความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษาภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้รู้ในพื้นที่(expert opinion)ในสาขาต่างๆ เช่น ด้านทรัพยากรน้ำ ด้านเกษตร ด้านผังเมือง เป็นต้น เพื่อศึกษาแนวโน้มความเสี่ยงของประเด็นหรือภาคส่วนสำคัญเหล่านั้น พร้อมทั้งหาข้อสรุปถึงประเด็นที่ควรพิจารณาโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ (Expert interview) หรือจัดประชุมกลุ่มย่อย (focus group)ในพื้นที่ศึกษานำร่องจำนวน 2ครั้ง</span></p>
<p style="text-align: justify; padding-left: 30px; "><span><span><strong>ผลที่จะได้รับ</strong></span> ภาพฉายสถานการณ์ปัจจุบันความล่อแหลมในพื้นที่ศึกษานำร่อง ซึ่งชี้ให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์ความเสี่ยงของภาคส่วนหรือพื้นที่ย่อยภายใต้ปัจจัยในด้านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต และความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ย่อย/ภาคส่วนสำคัญภายใต้แรงกดดันทั้งจากปัจจัยภูมิอากาศ และที่ไม่ใช่ภูมิอากาศ (Climate and non-Climate pressure)</span></p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong><span>ขั้นตอนที่ 4</span></strong> ขั้นตอนนี้เป็นการจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของพื้นที่ศึกษาโดยระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อสังเคราะห์ผลการศึกษาของพื้นที่นำร่องจากกระบวนการข้างต้น จัดทำเป็นชุดของโจทย์วิจัยการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของพื้นที่ศึกษานำร่องในบริบทของภาคส่วนต่างๆ โดยวางกรอบการสังเคราะห์ผลเพื่อให้ได้ภาพการวิเคราะห์แบบองค์รวม และกำหนดโจทย์วิจัยย่อยเพื่อที่จะศึกษาถึงความเสี่ยงของภาคส่วนสำคัญหรือพื้นที่ย่อยต่างๆ ในพื้นที่ศึกษานำร่องนี้ โดยคำนึงถึงประเด็นแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ(Climate and non-Climate pressure) ต่อภาคส่วน และ/หรือพื้นที่ย่อยในพื้นที่ศึกษา และผลสืบเนื่องจากภาคส่วนอื่นๆภายใต้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนเหล่านั้นโดยการจัดประชุมในพื้นที่ศึกษาเป้าหมายที่ได้คัดเลือกไว้ จำนวน 1 ครั้ง</span></p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong><span>ผลที่จะได้รับ</span></strong> กรอบวิจัยเชิงองค์รวมและโจทย์วิจัย ที่มุ่งทำความเข้าใจและอธิบายแง่มุมต่างๆ ขององค์ประกอบ(ปัจจัย)ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และพลวัตการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจและสังคมเพื่อนำไปพัฒนาเป็นภาพภายอนาคตแบบต่างๆ ที่จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต</span></p>
<p style="text-align: justify; "><span><strong><span>ขั้นตอนที่ 5</span></strong> ขั้นตอนนี้เป็นการนำเสนอผลการประเมินและวิเคราะห์ การรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคนโยบาย ภาคประชาสังคม และท้องถิ่น ทั้งจากในพื้นที่ศึกษา และส่วนกลาง ต่อการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่อง และกรอบการวิจัยในพื้นที่พร้อมทั้งเป็นการประเมินความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่างๆ และบริบทของจังหวัด เพื่อนำไปสู่การหาการสนับสนุนของเครือข่ายในพื้นที่ศึกษาเป้าหมาย และระบุหน่วยงาน/องค์กร/นักวิจัยที่มีความสนใจและแสดงความประสงค์ (แสดงเจตจำนงค์) ที่จะ(ร่วม)ดำเนินการศึกษาวิจัยในเชิงลึกแต่ละรายสาขา/ภาคส่วนในพื้นที่ศึกษานำร่องในเบื้องต้น (การศึกษาในครั้งนี้อาจยังไม่สามารถระบุหรือกำหนดหน่วยงานงาน/องค์กร/นักวิจัยที่จะร่วมดำเนินการศึกษาวิจัยได้ครอบคลุมทุกสาขา/ภาคส่วน) โดยจะดำเนินการจัดการประชุมในพื้นที่ศึกษาจำนวน 1 ครั้ง และส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) จำนวน 1 ครั้ง</span></p>
<p><strong><span>ผลที่จะได้รับ</span></strong> เพื่อให้ภาคส่วนในพื้นที่เกิดความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ศึกษาเบื้องต้นและทราบถึงความพร้อมและความร่วมมือขององค์กรหลักในพื้นที่จะมีส่วนสนับสนุน และ/หรือร่วมดำเนินการศึกษา และการนำผลการศึกษาไปปฏิบัติหรือควบรวมกับแผนงานในพื้นที่ ตลอดจนความพร้อมและความสนใจของนักวิจัยรายสาขาต่อหัวข้อวิจัยย่อยชุดโครงการรวมถึงหน่วยงาน/องค์กร/นักวิจัยที่มีความสนใจและแสดงความประสงค์ที่จะ(ร่วม)ดำเนินการศึกษาวิจัยในแต่ละรายสาขา/ภาคส่วนในเบื้องต้นด้วย</p>
<p> </p>
<h2><span>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</span></h2>
<p class="documentContent mceContentBody">1) ผลการประเมินและวิเคราะห์ภาพสถานการณ์ความเสี่ยงปัจจุบันของพื้นที่เป้าหมายศึกษาภายใต้สภาพอากาศและพลวัตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงบริบทของความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆจากปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เพื่อใช้จัดทำกรอบและชุดโครงการในพื้นที่เป้าหมายศึกษานำร่อง</p>
<p class="documentContent mceContentBody">2) กรอบการศึกษาและชุดโจทย์วิจัยสำหรับพื้นที่เป้าหมายในการศึกษานำร่อง และหน่วยงาน/องค์กร/นักวิจัยที่มีความสนใจจะมาร่วมดำเนินการศึกษาในแต่ละรายสาขา/ภาคส่วนในเบื้องต้น</p>
<p class="documentContent mceContentBody">3) เกิดความตระหนักแก่นักวิจัย ภาคประชาสังคมและภาคนโยบายที่มีความสนใจต่อประเด็นโจทย์วิจัย เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ศึกษานำร่อง</p>
<p class="documentContent mceContentBody"> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p class="CCA-Par1">ประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในด้านผลกระทบความเปราะบางและการปรับตัวได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อสำคัญด้านการศึกษาวิจัยและการผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายในระดับสากล และกระจายไปในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงประเทศไทยซึ่งยังถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะในด้านของการทำความเข้าใจในเกี่ยวกับแนวคิดและวิธีการประเมินเพื่อนำไปสู่การปรับตัวที่มีความยั่งยืนในอนาคตระยะยาว เหล่านี้ต้องการมุมมองและความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาโดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์เชิงระบบและแบบองค์รวม (System approach and Holistic view) จนถึง ณ ปัจจุบันนับได้ว่าการศึกษาในเรื่องดังกล่าวนี้ในเมืองไทยยังมีอยู่น้อย และส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะบางสาขาวิชา นำไปสู่ข้อจำกัดในการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการที่จะกล่าวถึงและนำเสนอประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังไม่มีการควบรวมประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศลงในแผนงานของกระทรวง และ/หรือ แผนพัฒนาจังหวัดหรือแผนพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นว่าเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องทำการศึกษาด้านด้านผลกระทบความเปราะบางและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้ชัดเจนรอบด้าน</p>
<p class="CCA-Par1">จากประเด็นข้างต้น นำไปสู่ดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “การประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษานำร่องในบริบทของจังหวัดต่อสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศแบบบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รวม” มีวัตถุประสงค์ เพื่อคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพเพื่อพัฒนากรอบโจทย์การศึกษาวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีการมองภาพบริบทเชิงพื้นที่แบบองค์รวม เป็นการสนับสนุนการศึกษาวิจัยลักษณะหลากหลายสาขาวิชา (inter-multi-disciplinary) อันจะช่วยพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ในสาขาวิชาต่างๆ สร้างองค์ความรู้ และเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักของฝ่ายวางแผนนำไปสู่การควบรวมแนวคิดนี้เข้าสู่การปรับปรุงและจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด/ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดที่มีความคงทนและยั่งยืนภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศและเศรษฐกิจสังคมในอนาคตระยะยาว จากการศึกษาในโครงการนี้คาดหวังว่าจะสามารถประเมินและวิเคราะห์ภาพสถานการณ์ความเสี่ยงปัจจุบันของพื้นที่ศึกษานำร่องภายใต้สภาพอากาศและพลวัตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงบริบทของความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ จากปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เพื่อใช้จัดทำกรอบและชุดโครงการในพื้นที่เป้าหมายศึกษานำร่อง ที่หน่วยงาน/องค์กร/นักวิจัยมีความสนใจจะมาร่วมดำเนินการศึกษาในแต่ละรายสาขา/ภาคส่วนในเบื้องต้น รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตระหนักแก่นักวิจัย ภาคประชาสังคมและภาคนโยบายที่มีความสนใจต่อประเด็นโจทย์วิจัย เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ศึกษานำร่อง</p>
<p class="CCA-Par1">การดำเนินการศึกษาเริ่มจากการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดที่มีความเสี่ยงของหลายภาคส่วนที่สัมพันธ์กับการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนภูมิอากาศที่ชัดเจน นำไปสู่การกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องที่เหมาะสมดังนี้</p>
<ol>
<li>เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและมีความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ชัดเจน</li>
<li>มีแนวโน้มการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของภาคส่วนการเกษตร เศรษฐกิจ สังคม ที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของชุมชนเมือง เขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคม เป็นต้น อันเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนาของจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด และในระดับประเทศ</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นคำถามหรือข้อสงสัย (issue of concern)ที่หลากหลายเกี่ยวกับบริบทของความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ ที่จะเปลี่ยนไปภายใต้การเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนภูมิอากาศในอนาคต</li>
<li>มีองค์ความรู้เดิม มีนักวิจัยให้ความสนใจ และมีความสนใจและความร่วมมือจากภาคีต่างๆ ในพื้นที่</li>
</ol>
<p class="CCA-Par1">การคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่องนั้นคณะวิจัยได้ให้ความสำคัญไปที่ประเด็นความเสี่ยงด้านภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับผลกระทบและความสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น ผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล หรือระบบนิเวศป่าไม้ที่ยังไม่มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในการวิเคราะห์ผลกระทบด้านภัยแล้งคณะวิจัยใช้ข้อมูลแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งที่กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำการวิเคราะห์โดยการซ้อนทับแผนที่ของปัจจัยด้าน<strong>ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี เขตชลประทานและแหล่งน้ำ พืชปกคลุมดิน สภาพการระบายน้ำของดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน ความหนาแน่นของลำน้ำในลุ่มน้ำย่อย สถิติพื้นที่เกิดภัยแล้งในอดีต พร้อมกับได้กำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก และการจัดลำดับค่าคะแนน ได้ผลลัพธ์เป็นแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยในระดับต่างๆ </strong><strong>4 ระดับ คือ พื้นที่มีความเสี่ยงสูง (ค่าคะแนนมากกว่า 80 คะแนน) ปานกลาง (56-80 คะแนน) น้อย (30-55 คะแนน) และน้อยมาก (น้อยกว่า 30 คะแนน) โดย</strong>คณะวิจัยได้นำข้อมูลแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยของทั้งประเทศมาวิเคราะห์ขนาดของพื้นที่เสี่ยงภัยในแต่ละระดับ แยกเป็นรายจังหวัด จากนั้นประมวลสรุปขนาดพื้นที่เสี่ยงภัยที่มีระดับความเสี่ยงตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปแล้วเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ผลที่ได้สามารถนำมาเปรียบเทียบกันในรูปของแผนภูมิกราฟและแผนที่ ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งมากที่สุด 10 อันดับแรกได้แก่ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุดรธานี หนองคาย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และมหาสารคาม</p>
<p class="CCA-Par1">การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมได้จากการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่แผนที่น้ำท่วมในช่วงระหว่างปี 2549-2554  ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มาประมวลเป็นสัดส่วนของพื้นที่น้ำท่วมต่อพื้นที่ทั้งหมดของแต่ละจังหวัดเป็นรายปี จากนั้นคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยสัดส่วนพื้นที่น้ำท่วมรายจังหวัดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ผลจากการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมของแต่ละจังหวัด สามารถนำมาเปรียบเทียบกันในรูปของแผนภูมิกราฟ จากการวิเคราะห์พบว่า จังหวัดที่เกิดน้ำท่วมมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของพื้นที่ทั้งหมด 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ปทุมธานี นครปฐม นครนายก กรุงเทพมหานคร พิจิตร นนทบุรี และ สุพรรณบุรี</p>
<p class="CCA-Par1">จากประเด็นผลกระทบด้านน้ำท่วมและภัยแล้งข้างต้น มีพื้นที่เสี่ยงสองกลุ่มที่ไม่ทับซ้อนกัน คือพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และพื้นที่ภาคอีสาน ทางคณะผู้วิจัยได้ให้ความสนใจในพื้นที่ภาคอีสาน เนื่องมาจากว่าในประเด็นน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางนั้น เป็นประเด็นระดับประเทศที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ให้ความสนใจ และมีหลายโครงการที่ดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ในภาคอีสานซึ่งมีพื้นที่เกษตร มีประชากรโดยรวมและประชากรด้านการเกษตรมากที่สุดของประเทศ มีระบบปลูกพืชที่ค่อนข้างหลากหลาย ส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อย สภาพที่ดินเป็นดินทรายอุ้มน้ำได้น้อย พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่พึ่งพาอาศัยน้ำฝน ต้องพึ่งพาทรัพยากรการผลิตทางธรรมชาติอย่างมาก จาก 10 จังหวัดในภาคอีสานที่มีความเสี่ยงภัยแล้วสูงเป็นอันดับต้นๆ คณะวิจัยได้รวบรวมและศึกษาบริบทด้านต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงในอดีตที่ผ่านมา พร้อมทั้งวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของบริบทในอนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">ภาพโดยรวมของบริบทในพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเกษตรกรรมมีการปลูกพืชที่หลากหลาย ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย พื้นที่ที่ปลูกมากที่สุดที่อุดรธานี ส่วนยางพารามีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจาก 0.75 ล้านไร่ในปี 2549 เป็น 1.4 ล้านไร่ ในปี 2552 ซึ่งมากที่สุดในภาคอีสานและบางส่วนได้บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่า โดยจังหวัดที่ปลูกมากตามลำดับคือ หนองคาย เลย และอุดธานี ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนระบบปลูกพืช ที่มีขนาดฟาร์มใหญ่ขึ้น และหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดิน เกษตรบางส่วนถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรม</p>
<p class="CCA-Par1">ในภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวเช่นเดียวกันกับเมืองใหญ่ๆในภาค ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี โดยส่วนใหญ่จะเป็นทางด้านอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์คอนกรีต อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าผ่านชายแดนที่มีเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 16.0 ของทั้งภาคและมากที่สุดที่อุดรธานี ส่วนมูลค่าการค้าชายแดนของกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 1 มีมากเป็นอันดับหนึ่งของทั้งภาคคิดเป็นร้อยละ 34.7 ของการค้าของภาค โดยเป็นการค้าผ่านด่านชายแดนที่จังหวัดหนองคายมากที่สุดแต่ศูนย์กลางการขนส่งและการค้าหลักจะอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี</p>
<p class="CCA-Par1">ในด้านการท่องเที่ยวในปี 2549 กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 มีจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เป็นอันดับสองของภาครองจากอีสานตอนล่าง 1 และมีการขยายตัวอย่างมากจนมีรายได้เกือบเทียบเท่ากันในปี 2552 จากผลการขยายตัวด้านการค้า และการท่องเที่ยวผ่านแดน จังหวัดอุดรธานีถือเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ มีเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและอากาศที่สะดวก มีจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดของภาค เป็นผลตอบสนองและส่งผลต่อเนื่องถึงการขยายตัวด้านเศรษฐกิจสาขาบริการ การค้า และอุตสาหกรรม</p>
<p class="CCA-Par1">จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ข้างต้น มีส่วนทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานทั้งจากภาคการเกษตรและจากประเทศเพื่อนบ้าน เกิดการขยายตัวของชุมชนและพื้นที่ตัวเมือง เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคส่วนต่างๆ ซึ่งพบว่ากลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 1 มีสัดส่วนประชากรเมืองเพิ่มมากที่สุดของภาค คือจากร้อยละ 21.2 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 27.2 ในปี 2552 และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ก่อปัญหาขยะมูลฝอยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานีที่เพิ่มจาก 145 ตันต่อวัน เป็นเกือบ 170 ตันต่อวัน เป็น 1 ใน 3 จังหวัดในภาคอีสานที่มีปริมาณขยะมูลฝอยมากที่สุด</p>
<p class="CCA-Par1">สภาพการณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มจังหวัดนั้น ทรัพยากรดินเป็นส่วนสำคัญของการผลิตภาคเกษตร ดินในกลุ่มจังหวัดนี้เป็นดินทรายและดินตื้น ซึ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่งของภาค พบที่อุดรธานีมากที่สุด ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีการอุ้มน้ำต่ำเกิดภาวะขาดแคลนน้ำของพืชได้ง่าย  และเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มในพื้นที่ลาดชัน นอกจากนี้ยังพบคราบเกลือบนผิวดิน มีแนวโน้มที่จะเกิดการแพร่กระจายมากขึ้น พบมากที่หนองคายและอุดรธานี ด้านทรัพยากรน้ำ ในกลุ่มจังหวัดนี้มีพื้นที่รับประโยชน์จากชลประทานน้อยที่สุดในภาค(ร้อยละ10.7) ถ้าไล่เรียงรายจังหวัดในภาคอีสานที่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดได้แก่ อำนาจเจริญ (อีสานตอนล่าง 2) หนองบัวลำภู อุดรธานีและเลย</p>
<p class="CCA-Par1">โดยสรุปพบว่าในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัด อุดรธานี หนองคาย เลย บึงกาฬ และหนองบัวลำภู มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตรโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย และยางพารา ด้านการค้าผ่านชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุดรธานี ที่เป็นศูนย์กลางด้านคมนาคม และการค้าผ่านชายแดน อีกทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้าขาย และการท่องเที่ยว อย่างโดดเด่น</p>
<p class="CCA-Par1">ทางด้านแนวโน้มในอนาคตของสภาพภูมิอากาศ จากการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอนาคตบ่งชี้ว่าพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของอีสานจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีช่วงเวลาที่อากาศร้อนในรอบปียาวนานมากขึ้น แนวโน้มของระยะเวลาที่มีอากาศร้อนในรอบปีนี้จะยิ่งยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของปริมาณฝนรายปีนั้น พบว่าปริมาณฝนรายปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยพื้นที่ส่วนใหญ่อาจจะมีฝนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10-15% ในช่วงกลางศตวรรษ โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนบนของภาค โดยสรุปแล้วพบว่าในอนาคตอากาศจะร้อนมากขึ้น-ร้อนนานขึ้น ขณะเดียวกัน ฝนตกหนักมากขึ้น</p>
<p class="CCA-Par1">เมื่อพิจารณายุทธศาสตร์พัฒนาของจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ได้ระบุว่า“จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านการค้า เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ การท่องเที่ยวของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมอาเซียน โดยการ การเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน - การยกระดับการค้า ประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตร – การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เร่งรัดบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม-ขาดแคลนน้ำ ซึ่งทำให้คาดการณ์ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตของภาคส่วนต่างๆ จะมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการขยายตัวของชุมชนและประชากรในเมือง จากผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าจังหวัดอุดรธานีมีบริบทและพลวัติของภาคส่วนต่างๆ ค่อนข้างโดดเด่นรวมถึงแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงบริบทเหล่านี้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศค่อนข้างมาก คณะวิจัยจึงได้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่ศึกษานำร่อง</p>
<p class="CCA-Par1">คณะวิจัยได้วิเคราะห์ภาพองค์รวมของสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของจังหวัดอุดรธานีพบว่าพื้นที่เกษตรอาจจะไม่ขยายเพิ่มขึ้นมากนักอันเนื่องมาจากพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด แต่ชนิดของพืชที่ปลูกจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก อันเนื่องมาจากกระแสของพืชเศรษฐกิจ (ยางพารา ข้าวโพด) และทิศทางการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การเกิดสภาพแห้งแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นในอนาคต ทำให้ความชื้นในอากาศลดลง จากสาเหตุของอัตราการคายน้ำจากพืช และการระเหยของน้ำหน้าผิวดินสูงเพิ่มมากขึ้น นำน้ำจากใต้ผิวดินขึ้นมาสู่ด้านบน จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของดินเค็ม และความเข้มข้นของความเค็มเพิ่มมากขึ้น ภายใต้เปลี่ยนแปลงทางภาคเกษตรในอนาคต ภายใต้การขยายตัวในภาคเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และกระแสของพืชเศรษฐกิจ ระบบเกษตรอาจปรับเปลี่ยนไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ขนาดของฟาร์มใหญ่ขึ้น เกษตรกรรายย่อยมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดิน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่พื้นที่ชุมชน</p>
<p class="CCA-Par1">จากแนวโน้มทิศทางของการส่งเสริมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ และการคมนาคม รวมทั้ง โครงการพัฒนาระบบ และเส้นทางคมนาคมต่างๆ จะส่งผลพื้นที่เพาะปลูกเดิมลดลง การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชลประทานไม่ตรงต้องตามวัตถุประสงค์ด้านการเกษตร มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดน้ำเสียและการเสื่อมคุณภาพของแหล่งน้ำ ทำให้เกิดปัญหาในการแบ่งปันจัดสรรน้ำให้กับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ที่มีแนวโน้มของความ แห้งแล้งเพิ่มมากขึ้น น้ำในแหล่งเก็บน้ำไม่เพียงต่อความต้องการของชุมชนเมือง นอกจากนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม อาจปิดกั้นหรือเบี่ยงเบนการไหลของน้ำตามธรรม ชาติ หรือกลายเป็นทำนบกั้นน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ในกรณีที่มีปริมาณฝนตกมากในช่วงเวลาอันสั้น</p>
<p class="CCA-Par1">แนวโน้มประชากรในชุมชนเมืองของจังหวัดอุดรธานีจะเพิ่มสูงขึ้นมากในอนาคตอันเป็นผลจากการขยายตัวทางภาคเศรษฐกิจการค้าในระดับภาคและการค้าระหว่างประเทศ ชักนำให้เกิดการขยายตัวของภาคส่วนอื่นๆ ในตัวเมืองอุดรธานี เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากพื้นที่ใกล้เคียงและในประเทศ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำเพื่อการบริโภคอุปโภคเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ส่วนในหน้าหน้าฝนที่คาดว่าฝนจะตกหนักมากขึ้น จากการที่อยู่อาศัยขยายตัว และมีสิ่งปลูกสร้างทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้กีดขวางทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ และการไหลและระบายของน้ำออกจากตัวเมือง เกิดน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานานขึ้น เมื่อผนวกกับปริมาณขยะมูลฝอยที่จะมีมากขึ้นตามจำนวนประชากร อาจส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย การปนเปื้อนในแหล่งกักเก็บน้ำ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพอนามัยตามมา</p>
<p class="CCA-Par1">จากสรุปสถานการณ์ข้างต้น ประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด/กลุ่มจังหวัดดังกล่าว ที่มี่ความเกี่ยวข้องปัจจัยด้านภูมิอากาศ (Climate factor) และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม (non-climate factor) คณะวิจัยได้วิเคราะห์ภาพองค์รวมและสังเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงและประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้อง นำเสนอแก่ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งผู้รู้และนักวิชาการในพื้นที่เพื่อระดมความคิดเห็นและพัฒนาเป็นกรอบโจทย์วิจัยแยกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้</p>
<p class="CCA-HH1">แผนการศึกษาที่ 1 : จัดทำวิสัยทัศน์ (Vision) : ภาพฉายอนาคตสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดอุดรธานี</p>
<p class="CCA-Par1">การพัฒนาภาพฉายอนาคต (Scenarios) ของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพการณ์และบริบทของภาคส่วนต่างๆ ที่อาจจะเป็นไปในอนาคต ภายใต้ทิศทางแผนการพัฒนาในยุทธศาสตร์ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ได้จากการแบบจำลอง (Climate model) ซึ่งก่อนที่จะพัฒนาภาพฉายอนาคตควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนาแนวทางการสื่อสารที่เหมาะสมเกี่ยวกับแนวคิดด้านผลกระทบ ความเปราะบาง และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งเผยแพร่ในเวทีสารธารณะให้แก่ตัวแทนภาคส่วน และชุมชนในพื้นที่ ทั้งนี้การพัฒนาภาพอนาคตอาจใช้การระดมความคิดเห็นจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ร่วมกับกระบวนการ Scenario development โดยภาพอนาคตที่พัฒนาขึ้นนี้จะใช้เป็นกรอบร่วมกัน (Common scenarios) สำหรับใช้ในการศึกษาในเชิงลึกที่ระบุในโจทย์วิจัยในแผนการศึกษาอื่นๆ ต่อไป</p>
<p class="CCA-HH1">แผนการศึกษาที่ 2 : ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง</p>
<p class="CCA-Par1">ลุ่มน้ำห้วยหลวงเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่และสำคัญมากที่สุดของจังหวัดอุดรธานี มีอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำและน้ำดิบเพื่อการผลิตประปารองรับชุมชนเมืองและเพื่อการเกษตรในพื้นที่ชลประทาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตร การขยายตัวของชุมชนเมืองและภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น กอปรกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะส่งผลต่อปริมาณและรูปแบบการกระจายตัวของฝนและปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อสมดุลน้ำและความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในอนาคต การวางแผนหรือทิศทางการพัฒนาของภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัด ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ควรต้องมีความสอดคล้องกันทั้งทางด้านความต้องการน้ำ ปริมาณท่า และการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อการจัดสรรน้ำที่มีอยู่ให้ทั่วถึงและมีสมดุลในอนาคตระยะยาว</p>
<p class="CCA-HH2Italic">2.1 การประเมินความต้องการน้ำในระยะยาวของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง และความต้องการน้ำของผู้ใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ จากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อต้องการทราบปริมาณน้ำที่ต้องการใช้น้ำจากพื้นที่สองส่วนหลักคือ ภาคส่วนที่อยู่ในพื้นที่ตอนบนเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง และอีกส่วนหนึ่งคือภาคส่วนที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บนำห้วยหลวง ซึ่งมีภาคส่วนหลักที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคครัวเรือน และภาคเศรษฐกิจต่างๆ (ท่องเที่ยว บริการ อุตสาหกรรม) ความต้องการน้ำในภาคเกษตรขึ้นอยู่กับความต้องการของพืชที่ปลูก การประมง และเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่</p>
<p class="CCA-HH2Italic">2.2 การศึกษาการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำท่าและสมดุลน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง และประเมินความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ และพื้นที่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคม และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของชุมชนและภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่ตอนบนของอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง รวมทั้งจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อประมาณการปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง และประเมินความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำของภาคส่วนต่างๆ</p>
<p class="CCA-HH2Italic">2.3 การประเมินความเหมาะสมของแนวทางการจัดการปัญหาภัยแล้งในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงน้ำในอนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อประเมินความเหมาะสมของแนวทางการจัดการปัญหาภัยแล้งในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านเศรษฐกิจสังคมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต โดยพิจารณาเน้นความเป็นไปได้ คงทน และยั่งยืน (robustness) ของแนวทางหรือแผนการจัดการที่มีอยู่แล้วกับรูปแบบของความเสี่ยงของภาคส่วนต่อการใช้น้ำที่อาจเปลี่ยนไป โดยทำการประเมินศักยภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ช่องว่าง จุดอ่อน ข้อจำกัดของแผน/ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดและ/หรือภาคส่วน รวมถึงข้อกฎหมาย/นโยบายของภาครัฐที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวภายใต้ภาพฉายอนาคตของรูปแบบการใช้น้ำต่างๆ กัน</p>
<p class="CCA-HH2Italic">2.4 การวิเคราะห์ทางเลือกในการจัดหา จัดสรรน้ำที่เหมาะสมภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงน้ำในอนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อจัดทำข้อเสนอทางเลือกในการจัดหาและจัดสรรน้ำที่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคมโดยเฉพาะรูปแบบการใช้น้ำที่เปลี่ยนไป (demand) และภูมิอากาศในอนาคตที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุน (supply) ซึ่งจะทำให้รูปแบบความเสี่ยงของการใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ เปลี่ยนไป ทั้งนี้ แนวทางหรือทางเลือกดังกล่าวเพื่อสนองความต้องการน้ำของภาคส่วนและพื้นที่ต่างๆ ในลุ่มน้ำห้วยหลวงโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ทางเลือกที่ได้อาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ การพัฒนาระบบนิเวศต้นน้ำ การปรับเปลี่ยนรูปแบบและ/หรือขอบเขตของการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning) มาตรการต่างๆ ที่นำไปสู่การใช้น้ำในภาคประชาชนและภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หรือบูรณาการแนวทางต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน</p>
<p class="CCA-HH1">แผนการศึกษาที่ 3 : <i>ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคส่วนการเกษตรและแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</i></p>
<p class="CCA-Par1">พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดอุดรธานีประมาณร้อยละ 67 ถูกใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในปัจจุบันภาคส่วนเกษตรในจังหวัดอุดรธานีเผชิญความเสี่ยงกับการขาดแคลนทรัพยากรน้ำในฤดูแล้ง ปัญหาสภาพดินเค็มประกอบกับดินขาดความอุดมสมบูรณ์ในบางพื้นที่ ในอนาคตภาคการเกษตรจะมีการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น จะต้องใช้น้ำจำนวนมากเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและรูปแบบการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรนี้ จะส่งผลให้การใช้น้ำในแต่ละฤดูกาลเปลี่ยนไป และเมื่อพิจารณาประกอบกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งมีแนวโน้มที่ภาคอีสานตอนบนจะมีฤดูแล้งที่ร้อนขึ้นและยาวนานมากขึ้น ความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตรจากการขาดแคลนน้ำอาจจะมีแนวโน้มเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.1 การประเมินพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักในอนาคตของจังหวัดอุดรธานี และ/ หรือ ลุ่มน้ำห้วยหลวง</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานี ภายใต้ภาพฉายอนาคตของทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาด้านการเกษตรรูปแบบต่างๆ  แล้วใช้การประเมินความเหมาะสมการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land suitability assessment) ร่วมกับเทคนิคทางด้าน spatial analysis ที่สามารถระบุตำแหน่งและพื้นที่ที่เหมาะสมของพืชเศรษฐกิจต่างๆ ตามความสำคัญ/ทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อสร้างแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินของภาพฉายอนาคตในรูปแบบต่างๆ</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.2. การประเมินความต้องการน้ำรายฤดูกาลของภาคการเกษตร</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อประเมินความต้องการน้ำของภาคส่วนการเกษตรรวมทั้งวิธีการใช้และจัดการน้ำในแปลง/ในฟาร์ม ที่ขึ้นอยู่กับประเภทของพืชที่เพาะปลูกและการใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตรด้านอื่นๆ ในพื้นที่ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปภายใต้ภาพฉายอนาคตของรูปแบบการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักต่างๆ (โจทย์วิจัยหัวข้อที่ 1 ข้างต้น) โดยสามารถนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้ประกอบในโจทย์วิจัยหัวข้อที่ 2 ของแผนการศึกษาที่ 2 ข้างต้น เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.3 การประเมินผลกระทบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตรและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการแพร่กระจายดินเค็มในอนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์พื้นที่แพร่กระจายดินเค็ม โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินทางเกษตร การใช้และการจัดการน้ำในแปลง/ในฟาร์ม สภาพปัจจัยทางภูมิอากาศ (เช่น ปริมาณฝน ความชื้นในอากาศ ลม อุณหภูมิ) สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิสัณฐานทางธรณีวิทยา (Geomorphology) แหล่งน้ำและปริมาณน้ำใต้ดิน และตำแหน่งบริเวณของแหล่งกักเก็บน้ำบนผิวดิน โดยอาศัยข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial analysis) และองค์ความรู้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง (Expert opinion) ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนที่การแพร่กระจายดินเค็มในปัจจุบัน และในอนาคตภายใต้ภาพฉายอนาคตรูปแบบการใช้ที่ดินเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.4 การประเมินผลกระทบและความเสี่ยงของผลิตภาพทางเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตต่อผลผลิตของระบบการเพาะปลูกพืชภายใต้ภาพฉายอนาคตรูปแบบต่างๆ โดยพิจารณาจากปริมาณ และความผันผวนของผลผลิต และประเมินความเสี่ยงของพืชเศรษฐกิจหลักชนิดต่างๆ ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งจะประเมินจากผลการศึกษาที่ได้รับจากโจทย์วิจัยข้อที่ 1 และข้อที่ 2 โดยอาจใช้แบบจำลองการผลิตพืช (Crop model) ร่วมกับข้อมูลปัจจัยและสภาพแวดล้อมการผลิตที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อประเมินผลผลิตพืชภายใต้รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน และภายใต้ภาพฉายอนาคตที่ควบรวมการจัดรูปแบบความเหมาะสมการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการแพร่กระจายดินเค็ม เพื่อวิเคราะห์ความผันผวนของผลผลิตพืชชนิดต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงของพืชเศรษฐกิจภายใต้ภาพอนาคตรูปแบบต่างๆ ในมิติของผลผลิต/รายได้ระดับครัวเรือน และผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.5 การประเมินความเหมาะสมแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตรใต้สถานการณ์อนาคต</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อทบทวนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตร ที่มีอยู่ทั้งในระดับจังหวัด และนโยบายในระดับประเทศ โดยพิจารณาเน้นความเป็นไปได้ คงทน และยั่งยืน (robustness) ของแผนงานต่างๆ เหล่านั้น และประเมินความเหมาะสม ช่องว่าง จุดอ่อน ข้อจำกัดของแนวทางเหล่านั้นในปัจจุบัน และภายใต้รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและปัจจัยแวดล้อมทางเกษตรภายใต้ภาพฉายอนาคตรูปแบบการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้อาจควบรวมข้อเสนอแนะแผนการบริหาร จัดการน้ำที่ได้จากการแผนศึกษาหัวข้อที่ 2 มาร่วมในศึกษาวิเคราะห์ด้วย</p>
<p class="CCA-HH2Italic">3.6 ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนภูมิอากาศ</p>
<p class="CCA-Par1">เป็นการประเมินแนวทางการปรับตัวโดยกำหนดยุทธศาสตร์การเกษตรในพื้นที่ศึกษาที่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืน  (robust) ต่อสถานการณ์ในอนาคต และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต ทั้งนี้การศึกษาจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแนวทางเหล่านั้นทั้งในด้านเทคนิค และด้านเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนเสนอเงื่อนไขที่เอื้อให้การดำเนินการต่างๆ เกิดขึ้นได้ และปัจจัยที่ทำให้การดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นั้นประสบความสำเร็จ</p>
<p class="CCA-HH1">แผนการศึกษาที่ 4 : <i>การศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อชุมชนเมืองและแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</i></p>
<p class="CCA-Par1">เขตเทศบาลนครอุดรธานีเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากฝนตกหนักในเขตเมืองและชุมชนพื้นที่รอบเมืองอุดรธานีในเขตที่ลุ่ม และสถานการณ์ระดับน้ำและปริมาณน้ำท่าที่เชื่อมโยงกับลุ่มน้ำห้วยหลวง ดังเช่นกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2543, 2544, 2552 และ 2554 ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยหนาแน่น จึงเกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง การเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันซึ่งคาดว่าจะดำเนินสืบเนื่องต่อไปในอนาคตตามเป้าวิสัยทัศน์ของกลุ่มจังหวัดยุทธศาสตร์อีสานตอนบน 1 ที่มุ่งจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านการค้า เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ การท่องเที่ยวของอนุภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมอาเซียน จะทำให้การเติบโตของเมืองอุดรธานีเป็นไปอย่างรวดเร็วตามกระแสการพัฒนาที่เข้ามา ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตเมือง ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชน ถนนและสิ่งปลูกสร้างมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง เมื่อเวลาฝนตกหนักทำให้เกิดปัญหากับการระบายน้ำและเกิดปัญหาน้ำท่วมขังตามมาในที่สุด รวมทั้งชุมชนเกษตรกรรมที่อยู่รอบเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเช่นเดียวกัน และต้องเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่ระบายออกจากเมืองด้วย การเปลี่ยนแปลงในทิศทางดังกล่าวอาจทำให้ตัวเมืองอุดรธานีและชุมชนเกษตรกรรมที่อยู่รอบเมืองมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมสูงขึ้น ทั้งนี้จากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตพบว่าภาคอีสานตอนบนมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณฝนสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นอีก การวางยุทธศาสตร์ด้านผังเมืองโดยกำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจะช่วยลดการเปิดรับต่อภาวะเสี่ยงน้ำท่วมของชุมชนลงได้ และการวางแผนด้านระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการระบายน้ำที่คำนึงถึงภาพรวมของทั้งพื้นที่เมืองและพื้นที่โดยรอบก็จะช่วยลดความเสี่ยงของพื้นที่เมืองอุดรธานีและชุมชนโดยรอบที่จะตกอยู่ภายใต้ภาวะน้ำท่วมลงได้</p>
<p class="CCA-HH2Italic">4.1 การประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมของชุมชนเมืองอุดรธานี</p>
<p class="CCA-Par1">การศึกษานี้เพื่อประเมินระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชนเมือง โดยส่วนหนึ่งขึ้นกับปริมาณน้ำท่าที่มีอยู่ในพื้นที่ และปริมาณน้ำท่าที่ได้รับจากพื้นที่รอบข้าง ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณฝน รูปแบบการกระจายของฝนในลุ่มน้ำที่มีความสัมพันธ์กับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เหล่านั้น ปัจจัยเสี่ยงส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการไหลผ่านของน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพสภาพผังเมือง สิ่งปลูกสร้าง โครงสร้างเส้นทางคมนาคม และสภาพที่อยู่อาศัย โดยจัดทำแผนที่น้ำท่วม (Flood map) ของพื้นที่ชุมชนเมือง เพื่อระบุถึงพื้นที่และระดับความเสี่ยง รวมถึงการประเมินปริมาณน้ำท่าและน้ำผิวดินสะสมจากพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงและประเมินความเร็วและระยะเวลาการเคลื่อนตัวของมวลน้ำถึงตัวเมือง รวมถึงระดับน้ำท่วมขังภายใต้ปริมาณและความรุนแรงของฝนที่เปลี่ยนไปในอนาคต และผลกระทบที่ตามมา</p>
<p class="CCA-HH2Italic">4.2 การทบทวนแนวทางและประสิทธิภาพการจัดการน้ำท่วมชุมชนเมืองของจังหวัดอุดรธานี</p>
<p class="CCA-Par1">ทบทวนแนวทางการจัดการน้ำท่วมรวมถึงโครงสร้างสำหรับจัดการปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน และประเมินประสิทธิภาพของแนวทางและโครงสร้างเหล่านั้น โดยพิจารณาถึงความคงทน และยั่งยืนของแนวทางหรือแผนการจัดการเหล่านั้นภายใต้ภาพฉายอนาคตของการเติบโตเมือง (การใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แผนพัฒนาเมืองฯ)</p>
<p class="CCA-HH2Italic">4.3 ข้อเสนอแนะการจัดวางผังเมืองและแผนพัฒนาสาธารณูปโภคของเมืองอุดรธานี</p>
<p class="CCA-Par1">จัดทำข้อเสนอแนะด้านการใช้ที่ดินและแผนพัฒนาสาธารณูปโภคของพื้นที่เมืองและพื้นที่โดยรอบที่มีความสอดคล้องกับบริบทในอนาคต รวมถึงแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นที่ฐานเพื่อให้ชุมชนเมืองมีความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัว (resilience) หรือลดความเสี่ยงต่อปัญหาหรือสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคตได้</p>
<p><span> </span></p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/FinalDraftRptRDG5630003.pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></h3>
<p> </p>
<h3></h3>
<h3></h3>
<h3></h3>
<h3></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T02:25:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project7">
    <title>การออกแบบและพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงของเมืองในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบจำลองต้นแบบ</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project7</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: center; ">Design and development of risk assessment model for cities in Thailand and decision support system for climate change adaptation: Phase 1 – prototype development and proof of concept</h2>
<p> </p>
<h2></h2>
<h2><span><strong>คณะผู้วิจัย</strong></span></h2>
<p> </p>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td>ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม</td>
<td>ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td>ดร.จุฑาทิพย์ เฉลิมผล</td>
<td>
<div id="_mcePaste"><span>ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและส่งเสริมเผยแพร่การเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>อาจารย์ชยา วรรธนะภูติ</td>
<td>คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td>นางปองทิพย์ เที่ยงบูรณธรรม</td>
<td>หน่วยวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td>ดร.ชาคริต โชติอมรศักดิ์</td>
<td>คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h2>ระยะเวลาดำเนินการ</h2>
<p>6  เดือน [ตุลาคม <span>พ.ศ. 2555 -เมษายน พ.ศ. 2556]</span></p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p> </p>
<h2>กรอบแนวคิด</h2>
<p><span>แบบจำลองนี้เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้การออกแบบกรอบแนวทางและกระบวนการในการพัฒนาแบบจำลองที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ดังรูปทึ่ 1) โดยที่ แบบจำลองนี้จะบ่งชี้ถึงระดับความล่อแหลมเปราะบางหรือภาวะเสี่ยงที่เมืองจะตกอยู่ในความเดือดร้อนจากผลของสภาพอากาศรุนแรง และ/หรือ สาเหตุหรือจุดอ่อนของเมืองที่ทำให้เมืองตกอยู่ในภาวะล่อแหลมนั้นๆ แบบจำลองนี้จะได้เป็นเครื่องมือในการทดสอบผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสภาวะอากาศรุนแรงในอนาคต (Magnitude &amp; Frequency) ในเงื่อนไขต่างๆ (Multiple Scenarios) ต่อความล่อแหลมของเมืองที่จะตกอยู่ในภาวะเดือดร้อน เพื่อที่จะได้สนับสนุนการตัดสินใจในอนาคตโดยช่วยประเมินถึง Robustness ของแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย 3 กรอบใหญ่ ได้แก่</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Dr_Poon_Project8-FrmWk" alt="Dr_Poon_Project8-FrmWk" class="image-inline" title="Dr_Poon_Project8-FrmWk" /></p>
<p align="center"><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: center; ">รูปที่ 1: กรอบแนวคิดเบื้องต้นของแบบจำลองระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ของการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมืองในประเทศไทย</p>
<p style="text-align: justify; "><span>1)   การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน (Internal Factor Analysis) เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ และ โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยภายนอก (External Factor Analysis) เช่น สถานการณ์ที่เป็นไปได้ของผลกระทบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และรวมถึง แนวโน้มผลกระทบของปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ต่างๆ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะถูกสังเคราะห์ตามบริบทของประเทศไทยเพื่อนำไปใช้ต่อในขั้นตอนต่อไป</span></p>
<p>2)   แบบจำลองเพื่อประเมินเมือง (City/Urban Evaluation Model) แบบจำลองนี้อยู่บนพื้นฐานตามนิยามหรือ ปรัชญาของความเปราะบาง (Vulnerability) และ ความอดทน (Resilience) ของเมืองซึ่งใช้กรอบแนวคิดด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) ทฤษฎีการตัดสินใจหลายเงื่อนไข (Multi Criteria Decision Making) และ การวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact Analysis) ผลของแบบจำลองนี้จะแสดงให้เห็น ดัชนีของ ความเปราะบาง (Vulnerability) และ ความเสี่ยง (Risk) ของเมืองได้ ผลของขั้นตอนนี้จะบ่งชี้ถึงระดับความล่อแหลมเปราะบางหรือภาวะเสี่ยงที่เมืองจะตกอยู่ในความเดือดร้อนจากผลของสภาพอากาศรุนแรง และ/หรือ สาเหตุหรือจุดอ่อนของเมืองที่ทำให้เมืองตกอยู่ในภาวะล่อแหลมนั้นๆ</p>
<p>3)   กรอบกิจกรรมสำหรับการปรับตัว (Adaptation Recommendation) ของแต่ละเมืองถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อแต่ละเมืองสามารถนำไปใช้ได้ต่อไป โดยเฉพาะด้าน การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และ ทรัพยากร</p>
<p> </p>
<h2><span><b>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</b></span></h2>
<p><span>1.  เพื่อรวบรวมและทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแบบจำลองที่มีอยู่ในปัจจุบัน</span></p>
<p>2.  การพัฒนาแบบจำลองต้นแบบเพื่อใช้ทดลองประเมินขีดความสามารถของเมืองในการต้านรับผลจากสภาวะอากาศรุนแรง และบ่งชี้ถึงประเด็นสำคัญที่ทำให้เมืองตกอยู่ในภาวะล่อแหลมเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาเมืองให้มีความล่อแหลมน้อยลง</p>
<p>3.  เพื่อเป็นการทดสอบแบบจำลอง และประเมินความพร้อมของข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานแบบจำลอง ประเมินแบบจำลองและประเมินสถานะความพร้อมของข้อมูลที่มีอยู่และระบุชุดข้อมูลที่ต้องศึกษารวบรวมเพิ่มเติม ที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้าง พัฒนาและปรับปรุง แบบจำลองต่อไปแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงาน</p>
<p> </p>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p>โครงการนี้เป็นส่วนแรกของกระบวนการใหญ่ซึ่งแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ช่วงคือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">1) การพัฒนากรอบความคิดแบบจำลอง และเครื่องมือ</p>
<p style="padding-left: 30px; ">2) การทดสอบแบบจำลอง และเครื่องมือ กับเมืองตัวอย่าง</p>
<p style="padding-left: 30px; ">3) ขยายผลเพื่อพัฒนาข้อมูลเมืองที่สำคัญในระดับประเทศ</p>
<p>โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการส่วนแรกนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน (ดังรูปทึ่ 2) คือ</p>
<p>ขั้นตอนที่ 1 คือ รวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบและการวางแผนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเมินความเสี่ยงเชิงกายภาพ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ-สังคมจากข้อมูลเชิงพื้นที่ข้อมูลจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
<p>ขั้นตอนที่ 2 คือ การในการพัฒนาแบบจำลองเบื้องต้นที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ที่อยู่บนฐานของกรอบแนวคิดเบื้องต้น</p>
<p>โดยแบบจำลองนี้จะบ่งชี้ถึงระดับความล่อแหลมเปราะบางหรือภาวะเสี่ยงที่เมืองจะตกอยู่ในความเดือดร้อนจากผลของสภาพอากาศรุนแรง และ/หรือ สาเหตุหรือจุดอ่อนของเมืองที่ทำให้เมืองตกอยู่ในภาวะล่อแหลมนั้นๆ</p>
<p>ขั้นตอนที่ 3 คือ การทดสอบแนวคิดของแบบจำลอง (proof of concept) และประเมินความพร้อมของข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานแบบจำลอง โดยใช้ข้อมูลและเงื่อนไขในการทดสอบแบบจำลอง และข้อมูลนำเข้าบางส่วนก็อาจเป็นข้อมูลที่สมมุติขึ้นเพื่อประกอบการ การทดสอบแนวคิดของแบบจำลอง</p>
<p align="center"><span> </span><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Dr_Poon_Project8-Procedure" alt="Dr_Poon_Project8-Procedure" class="image-inline" title="Dr_Poon_Project8-Procedure" /></p>
<p align="center">รูปที่ 2: ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการในส่วนแรก (Phase I)</p>
<h2></h2>
<h2>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h2>
<p style="text-align: justify; "><span>1) ต้นแบบแบบจำลองในการประเมินขีดความสามารถของเมืองในการต้านรับผลจากสภาวะอากาศรุนแรงที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดต่อไป</span></p>
<p style="text-align: justify; ">2) ฐานข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแบบจำลองที่มีอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: justify; ">3) กรอบแนวทางและกระบวนการในการพัฒนาแบบจำลองที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เพื่อพัฒนา ทดสอบและขยายผลต่อ</p>
<p style="text-align: justify; ">4) สถานะความพร้อมของข้อมูลที่มีอยู่และรายการชุดข้อมูลที่ต้องศึกษารวบรวมเพิ่มเติม</p>
<p style="text-align: justify; ">5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ในการเตรียมการและเตรียมพร้อมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงในการตัดสินใจดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/FinalReport1RDG5340042_..pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T02:25:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/projects">
    <title>โครงการ</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/projects</link>
    <description></description>
    
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T01:16:55Z</dc:date>
    <dc:type>Folder</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/research">
    <title>งานวิจัย</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/research</link>
    <description>การศึกษาวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทย</description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h3></h3>
<p> </p>
<p class="callout"> </p>
<p style="text-align: center; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/TRF_logo" alt="TRF logo" class="image-inline" title="TRF logo" /></p>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<p style="text-align: left; ">ในระยะ ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนการศึกษา การหาข้อมูล และการหามาตรการแก้ไขเรื่องก๊าซเรือนกระจก ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่อยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ และติดตามตลอดจนสนับสนุนการศึกษาประเด็นการเจรจาระหว่างประเทศเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ความรู้เรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทยนั้นยังมีอยู่น้อยและมีข้อจำกัดในกรอบการพิจารณาอยู่มาก ซึ่งต้องการการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความเข้าใจถึงการปรับตัวต่อความเสี่ยง จากสภาพอากาศในอนาคตและการทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้สามารถจัดตั้งดำเนินการแนวทางนั้นๆ อีกทั้งเงื่อนไขที่ทำให้การดำเนินการปรับตัวประสบผลสำเร็จ และการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อที่จะได้นำไปสู่การจัดตั้งและขยายผลในพื้นที่อื่นๆ หรือเป็นกระบวนการและข้อมูลนำเข้าให้กับการวางแผนระยะยาวของพื้นที่หรือภาค ส่วนต่างๆ</p>
<p style="text-align: left; ">สกว. จึงประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยใน “ชุดโครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” เพื่อเชิญชวนนักวิจัย ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานวิจัยกับชุมชน และผู้ที่มีความรู้และสนใจในเรื่องดังกล่าว โดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้</p>
<ul style="text-align: left; ">
<li style="text-align: justify; ">เพื่อขยายความรู้และความเข้าใจในกรอบความคิดทางด้านการศึกษาและการวาง ยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทที่เหมาะสมและสนับ สนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาว โดยมีเป้าหมายถึงทั้งกลุ่มนักวิจัย ภาคประชาสังคม และภาคนโยบาย</li>
<li style="text-align: left; ">เพื่อนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายต่อการบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศต่อนโยบายระยะยาวของประเทศ / ลุ่มน้ำ / จังหวัด / ชุมชน และนำเสนอการจัดตั้งกระบวนการในชุมชนเพื่อสนับสนุนการวางแผนที่นำไปสู่การ ดำเนินการในพื้นที่ และนำเสนอแผนหรือยุทธศาสตร์นำร่องในพื้นที่เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจาก สภาพภูมิอากาศซึ่งมุ่งเป้าให้ชุมชน และ/หรือพื้นที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นในการต้านรับความเสี่ยงในรูปแบบที่หลากหลาย</li>
</ul>
<dd class="odd portletItem" style="text-align: left; "> 
<ul style="text-align: justify; ">
</ul>
</dd><dd class="odd portletItem" style="text-align: left; "><br /></dd>
<p class="mceContentBody documentContent" style="text-align: left; "><span>โดย สกว. ได้ให้การสนุบสนุนโครงการวิจัยด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในประเทศไทยไปแล้ว ดังนี้</span></p>
<h2 style="text-align: left; "><b>โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ</b></h2>
<h3 style="text-align: left; "><b>2556:</b></h3>
<ul style="text-align: left; ">
<li>การปรับตัวของเกษตรปลูกข้าวในทุ่งระโนดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</li>
<li>พัฒนารูปแบบชุมชนและที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษาน้ำท่วม</li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project9" class="internal-link">แนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กรณีศึกษา เทศบาลนครสมุทรปราการ</a></li>
</ul>
<h3 style="text-align: left; "><b>2555:</b></h3>
<h3 style="text-align: left; "></h3>
<ul style="text-align: left; ">
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project6" class="internal-link">การศึกษากลไกการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาคส่วนเกษตรต่อสภาะอากาศรุนแรง โดยระบบประกันภัยพืชผล: กรณีศึกษาระบบเพาะปลูกข้าว</a></li>
</ul>
<p style="text-align: left; "> </p>
<ul style="text-align: left; ">
</ul>
<h2 style="text-align: left; ">โครงการเสร็จสิ้นสมบูรณ์</h2>
<h3 style="text-align: left; "><b>2556:</b></h3>
<ul style="text-align: left; ">
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project7" class="internal-link">การออกแบบและพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงของเมืองในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบจำลองต้นแบบ</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project8" class="internal-link">การประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของพื้นที่ศึกษานำร่องในบริบทของจังหวัดต่อสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อจัดทำกรอบการศึกษาด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศแบบบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รว</a>ม</li>
</ul>
<h3 style="text-align: left; "><b>2555:</b></h3>
<ul style="text-align: left; ">
<a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/Research/project_folder/project2" class="internal-link"></a>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project5" class="internal-link"><span class="internal-link">บ้านพักอาศัยพื้นถิ่นกับความสามารถในการรับมือต่อความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษา ชุมชนริมน้ำ  อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา</span></a></li>
</ul>
<h3 style="text-align: left; "><b>2554:</b></h3>
<ul style="text-align: left; ">
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/Research/project_folder/project1" class="internal-link">ความเปราะบาง การสื่อสารความเสี่ยง และการปรับตัวของเกษตรกรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project2" class="internal-link">กลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษาเปรียบเทียบเครือข่ายลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และเครือข่ายลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project4" class="internal-link">การปรับตัวของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></li>
<li><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project3" class="internal-link">แนวทางการวางแผนด้านผังเมืองเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษาปัญหาน้ำท่วมและแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน จังหวัดสุราษณ์ธานี</a></li>
</ul>
<p class="mceContentBody documentContent" style="text-align: left; "> </p>
<p class="mceContentBody documentContent" style="text-align: left; "><span><br /></span></p>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-20T00:15:00Z</dc:date>
    <dc:type>Portlet Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image">
    <title>Images</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image</link>
    <description></description>
    
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-19T23:33:30Z</dc:date>
    <dc:type>Folder</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/copy_of_articles">
    <title>บทความ</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/copy_of_articles</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<p> </p>
<ul>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/.pdf" class="internal-link">โลกร้อน ฤๅไทยจะต้องเป็นแชมป์ขายข้าวไปตลอดกาล</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy2_of_.pdf" class="internal-link">กลไกประกันภัยในการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy3_of_.pdf" class="internal-link">การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy4_of_.pdf" class="internal-link">การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy5_of_.pdf" class="internal-link">ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการปรับตัวในอนาคต</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/climateresiliencesociety.pdf" class="internal-link">สังคมไทยจะก้าวไปสู่ climate resilience society กันอย่างไร</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy6_of_.pdf" class="internal-link">สังคมกับความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy_of_MainstreamingClimateChangeintodevplan.pdf" class="internal-link">Mainstreaming Climate Change into Community Development Strategy: A critical opinion on climate change adaptation planningand case study in Thailand</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/developing-regional-climate-scenario" class="internal-link">Developing Regional Climate Change Scenario and Dilemma in Climate Change Adaptation Planning</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy_of_01CCVAconcept.pdf" class="internal-link">แนวคิดในการศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยง ความล่อแหลม และการปรับตัวของภาคส่วนทางทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางสังคมและมิติของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/02CCadaptationareabasedstudy.pdf" class="internal-link">การศึกษาเชิงพื้นที่และเชิงบูรณาการเพื่อการจัดการและรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/Doc_thai_23.pdf" class="internal-link">การสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความเสี่ยงในอนาคต</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/04ClimatechangescenarioThailandPRECIS.pdf" class="internal-link">การจัดทำภาพฉายอนาคตการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยจากผลของแบบจำลองภูมิอากาศระดับท้องถิ่น PRECIS</a></p>
<p class="callout"><a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Documents/e-library/e-library_files/copy_of_05Futurecropproductionscenario.pdf" class="internal-link">ภาพฉายอนาคตระบบการผลิตพืชไร่นาในประเทศไทย และผลผลิตในอนาคตภายใต้อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</a></p>
</ul>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-19T17:55:00Z</dc:date>
    <dc:type>Portlet Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files">
    <title>Reserve Files</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files</link>
    <description></description>
    
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-19T17:05:42Z</dc:date>
    <dc:type>Folder</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files">
    <title>ไฟล์ในห้องสมุด</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files</link>
    <description></description>
    
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    <dc:date>2013-10-19T12:20:19Z</dc:date>
    <dc:type>Folder</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project5">
    <title>บ้านพักอาศัยพื้นถิ่นกับความสามารถในการรับมือต่อความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: กรณีศึกษา ชุมชนริมน้ำ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project5</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 style="text-align: justify; "></h2>
<h2 style="text-align: center; "><strong>Vernacular Houses and Coping Capacity to Impact of Climate Change: </strong></h2>
<h2 style="text-align: center; "><strong><span> </span>A Case Study of Riparian Community in Sena District, Phranakhon Si Ayutthaya Province </strong></h2>
<p><strong><span><br /></span></strong></p>
<h2></h2>
<h2>คณะผู้วิจัย</h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th>ชื่อ</th><th>หน่วยงาน</th>
</tr>
<tr>
<td><span>ผศ.ดร.ธาริณี  รามสูต</span></td>
<td>ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</td>
</tr>
<tr>
<td>ดร.ประติมา นิ่มเสมอ</td>
<td>ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3></h3>
<h3></h3>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2>ระยะเวลาดำเนินการ</h2>
<p>1 ปี  [มีนาคม พ.ศ. 2555 ถึง มีนาคม พ.ศ.2556]</p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p style="text-align: left; "><span>การวิจัยนี้เสนอการศึกษากลไกการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ทั้งภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศ-climate variation- และภาวะวิกฤต-extreme-) มีระดับการวิเคราะห์ศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศขององค์กรทางสังคมในระดับชุมชน จนถึงเครือข่ายทางสังคม โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่ากลไกหลักในการขับเคลื่อนการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และเครือข่ายทางสังคม โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นทางเลือกในการปรับตัว งานศึกษานี้จึงเน้นชุมชนที่มีความเข้มแข็งของกลไกดังกล่าว ในขณะเดียวกับที่เป็นชุมชนที่มีความเปราะบางในเชิงนิเวศสูง คือชุมชนประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง และลุ่มน้ำประแส จังหวัดระยอง ซึ่งทั้ง 2 ชุมชนต่างก็ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หากแต่การเปิดรับผลกระทบระดับพื้นที่ และความอ่อนไหวของระบบเศรษฐกิจสังคมของวิถีประมงพื้นบ้านแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อถอดบทเรียนการทำงานของกลไกในการขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกแบบงานวิจัยจึงเน้นการศึกษาเปรียบเทียบ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งจาก 2 ลุ่มน้ำที่พึ่งพาความหลากหลายของทรัพยากรประมงภายใต้ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการอภิปรายกลุ่มประมงพื้นบ้าน และกลุ่มองค์กรชุมชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบของตัวชี้วัดความเปราะบางในระดับชุมชนและเครือข่าย ผลการประเมินสภาวะความเปราะบางจากอดีต-ปัจจุบัน และปัจจุบัน-อนาคต กลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนผ่านองค์กรเข้มแข็งและเครือข่ายทางสังคม ใน 5 องค์ประกอบคือ (1) การสร้างความตระหนักในความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (2) การปรับประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความเสี่ยง (3) การสร้างองค์ความรู้ในเทคนิควิธีรับมือกับความเสี่ยง (4) การระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อจัดการความเสี่ยง และ(5) การจัดสถาบันในการจัดการความเสี่ยง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปรับตัวผ่านกลไกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเน้นให้เห็นปัจจัยที่จะทำให้การจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ และปัจจัยที่ทำให้บรรลุผลในการจัดการ</span></p>
<p> </p>
<h2><span><b>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</b></span></h2>
<ul>
<li>เพื่อศึกษาบริบทของพื้นที่ศึกษา (ชุมชนริมน้ำ อ.เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา) ต่อประเด็นภูมิอากาศ และพัฒนาการบ้านพักอาศัยแบบต่างๆ ในชุมชนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน</li>
<li>เพื่อเปรียบเทียบการเปิดรับ (Exposure) และความอ่อนไหว (Sensitivity) ต่อปัญหาน้ำท่วมของบ้านพักอาศัยแบบต่างๆ ในชุมชน</li>
<li>เพื่อประเมินขีดความสามารถในการรับมือ (Coping capacity) ต่อปัญหาน้ำท่วมของบ้านพักอาศัยแบบต่างๆในชุมชมน้ำและภาวะล่อแหลมเปราะบาง (Vulnerability) ของบ้านพักอาศัยภายในชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันและอนาคต</li>
<li>เพื่อนำเสนอทางเลือกในการปรับตัว (Adaptation) ของบ้านพักอาศัยในชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมในอนาคตและปัจจัยที่จะทำให้การปรับตัวเกิดขึ้น</li>
</ul>
<p> </p>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p><span>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยการสำรวจภาคสนาม ณ พื้นที่ศึกษา (ชุมชนริมน้ำ อ.เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านพักอาศัยกับความสามารถในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมเพื่อนำมาเปรียบเทียบความยืดหยุ่นของบ้านรูปแบบต่างๆ ในชุมชนริมน้ำต่อปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมมุติฐานของงานวิจัยนี้ คือ องค์ความรู้ของบ้านพักอาศัยพื้นถิ่นเป็นทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลต่อความสามารถของบ้านพักอาศัยและผู้พักอาศัยในการปรับตัวต่อปัญหาน้ำท่วม</span></p>
<p style="text-align: justify; ">เกณฑ์การเลือกพื้นที่ศึกษาเน้นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดหนหนึ่งที่ประสบปัญหาดังกล่าวมาตลอดเนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน น้ำอำเภอเสนาเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยาซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ โดยบ้านพักอาศัยที่จะทำการศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ริมคลองรางจรเข้ ชุมชนคลองรางจระเข้นี้เป็นชุมชนชาวนาที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยบ้านเรือนส่วนใหญ่ในสมัยแรกๆ เป็นเรือนไทยที่เรียงรายอยู่ริมคลอง เนื่องจากความสะดวกในการใช้น้ำจากคลองเพื่อการอุปโภคและบริโภค ดังนั้น น้ำรูปแบบบ้านพักอาศัยริมน้ำจึงมีความหลากหลายและสามารถเห็นการพัฒนาบ้านพักอาศัยโดยภูมิปัญญาชาวบ้านจากอดีตถึงปัจจุบันได้ชัดเจนมากกว่าชุมชนที่ตั้งใหม่อื่นๆ ชุมชนคลองจรเข้ อ.เสนา   จ.พระนครศรีอยุธยาจึงถูกเลือกมาเพื่อเป็นตัวแทนของชุมชนไทยริมน้ำในบริเวณที่ลุ่มภาคกลางในงานวิจัยชิ้นนี้</p>
<p>ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยในส่วนต่างๆ มีดังนี้</p>
<p><strong>ส่วนที่</strong><strong> 1 ( การศึกษาบริบทของพื้นที่ศึกษา (ชุมชนริมน้ำ อ.เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา) ต่อประเด็นภูมิอากาศ และพัฒนาการบ้านพักอาศัยแบบต่างๆ ในชุมชนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน</strong></p>
<p><strong>การเก็บรวบรวมข้อมูล</strong></p>
<p>1. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ศึกษา</p>
<p>2. รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านพักอาศัย ในพื้นที่ศึกษา เช่น น้ำตำแหน่งที่ รูปแบบต่างๆ ของบ้านพักอาศัย และจำนวนของบ้านพักอาศัยที่สร้างในรูปแบบต่างๆ ลักษณะการใช้พื้นที่ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดรูปแบบบ้านพักอาศัย (สภาพภูมิอากาศ สภาพเศรษฐกิจ และสังคม)</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></p>
<p>1. วิเคราะห์พัฒนาการของบ้านพักอาศัยในชุมชนริมน้ำจากอดีตมาจนปัจจุบันน้ำและจำแนกรูปแบบหลักของบ้านพักอาศัยที่มีอยู่ในพื้นที่ศึกษาในปัจจุบันน้ำทั้งบ้านพักอาศัยแบบพื้นถิ่นและบ้านพักอาศัยสมัยใหม่</p>
<p>2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านพักอาศัยในพื้นที่ศึกษากับสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศและปัจจัยอื่นๆ<span> </span></p>
<p><strong>ส่วนที่</strong><strong> 2 การเปรียบเทียบการเปิดรับ (Exposure) และความอ่อนไหว (Sensitivity) ต่อปัญหาน้ำท่วมของบ้านพักอาศัยแบบต่างๆ ในชุมชน</strong></p>
<p><strong>การเก็บรวบรวมข้อมูล</strong></p>
<p>รวบรวมข้อมูลน้ำท่วมในภาพรวมของบริเวณที่ศึกษาจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันน้ำสำรวจเก็บข้อมูลจากบ้านพักอาศัยในพื้นที่ศึกษาในประเด็นของ</p>
<p>1. ระดับความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นต่อบ้านพักอาศัย</p>
<p>2. องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกน้ำมาใช้ในบ้าน้ำเช่น้ำลักษณะหลังคา ช่องเปิด โครงสร้าง การยกพื้น</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></p>
<p>1. วิเคราะห์การเปิดรับต่อปัญหาน้ำท่วม (Exposure) ของพื้นที่ศึกษาและบ้านพักอาศัยในพื้นที่ศึกษา</p>
<p>2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมกับตัวแปรทางองค์ประกอบสถาปัตยกรรม เพื่อประเมินความอ่อนไหว (Sensitivity) ของบ้านพักอาศัยอันสัมพันธ์กับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เลือกใช้<span> </span></p>
<p><strong>ส่วนที่ 3 การประเมินขีดความสามารถในการรับมือ (Coping capacity) ต่อปัญหาน้ำท่วมของบ้านพักอาศัยแบบต่างๆในชุมชมน้ำและภาวะล่อแหลมเปราะบาง (Vulnerability) ของบ้านพักอาศัยภายในชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันและอนาคต</strong></p>
<p><strong>การเก็บรวบรวมข้อมูล</strong></p>
<p>1. ประชุมระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมข้อมูลแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของพื้นที่ศึกษา</p>
<p>2. สำรวจเก็บข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ศึกษาที่อาศัยในบ้านรูปแบบต่างๆในประเด็นของ ทัศนคติของชาวบ้านต่อปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ และแนวทางที่ชาวบ้านใช้ในการรับมือกับปัญหาน้าท่วม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นน้ำและระดับค่าใช้จ่ายที่ชาวบ้านสามารถจ่ายได้เพื่อปรับปรุงบ้านอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วม</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></p>
<p>เปรียบเทียบความสามารถในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมของบ้านพักอาศัยรูปแบบหลักในพื้นที่ศึกษาในปัจจุบันและอนาคต และภาวะล่อแหลมเปราะบางของชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วม</p>
<p><strong>ส่วนที่</strong><strong> 4  เพื่อนำเสนอทางเลือกในการปรับตัวของบ้านพักอาศัยในชุมชนต่อปัญหาน้ำท่วมในอนาคตและปัจจัยที่จะทำให้การปรับตัวเกิดขึ้น</strong></p>
<p><strong>การเก็บรวบรวมข้อมูล</strong></p>
<p>1. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้และปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม</p>
<p>2. ประชุมระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเกณฑ์ในการประเมินทางเลือกในการออกแบบบ้านพักอาศัยเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></p>
<p>1. ประเมินทางเลือกในการออกแบบบ้านพักอาศัยเพื่อให้สามารถปรับตัวต่อปัญหาน้ำท่วม</p>
<p>2. น้ำเสนอทางเลือกสำหรับการออกแบบหรือดัดแปลงบ้านพักอาศัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม</p>
<p> </p>
<h2><strong>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</strong></h2>
<p><span>ผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่ศึกษาและชุมชนอื่นๆ ที่มีปัญหาต่อน้ำท่วมใกล้เคียงกันเพื่อเป็นคู่มือในการสร้างหรือปรับปรุงบ้าน้ำเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึงอาจจะไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำท่วม อาทิ เช่น น้ำแนะนำการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสมสำหรับบ้านที่มีความเสียงต่อน้ำท่วมหรืออากาศร้อนน้ำรูปแบบบ้านที่เหมาะสมกับทำเลที่ตั้งที่ติดน้ำและน้ำท่วมเป็นประจำ หรือบ้านที่ตั้งอยู่บริเวณที่น้ำท่วมนานๆ ครั้ง การปรับบ้านให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์น้ำท่วม เป็นต้นน้ำผลที่คาดว่าจะได้รับเมื่อการดำเนินงานวิจัยเสร็จสิ้นที่เป็นรูปธรรมและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ คือ เล่มงานวิจัยเสนอแนะแนวทางในการออกแบบและปรับปรุงบ้านพักอาศัยสำหรับชุมชนริมน้ำบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทยที่เอื้ออำนวยกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วม ข้อมูลการปรับตัวของชุมชนและชาวบ้านต่อปัญหาน้ำท่วมที่เกี่ยวข้องกับบ้านพักอาศัยและข้อมูลที่ทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีผลต่อบ้านพักอาศัยและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจสังคมผู้ใช้หลักงานวิจัยนี้ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียง และประชาชนทั่วไปที่ตังบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมในทำนองเดียวกันกับพื้นที่ศึกษา หากเป็นไปได้และมีเวลาเพียงพอนักวิจัยจะร่วมมือกับผู้น้ำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้และเสนอแนะทางเลือกในการสร้างและซ่อมแซมบ้านตามผลที่ได้จากงานวิจัยให้มีการน้ำไปปฏิบัติจริง และติดตามผลในเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง</span></p>
<p><span><br /></span></p>
<p style="text-align: center; "><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Sena-Home_AY_Drawing/@@images/d12b3f89-2e75-48c5-8558-711ec0b1ef5a.png" alt="Sena-Home Ayuthaya Drawing" class="image-inline" title="Sena-Home Ayuthaya Drawing" /> <img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Sena-Home_Ayuthaya/@@images/820f3f50-e5ef-40aa-a576-489efa7a6310.png" alt="Sena-Home Ayuthaya" class="image-inline" title="Sena-Home Ayuthaya" /></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span>ภาพตัดขวาง และผังพื้น	 เรือนไทยปรับปรุง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify; "> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p style="text-align: justify; ">บ้านพื้นถิ่นเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งผ่านการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของอาคารมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อให้เหมาะสมกับภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศไทยในอดีต ที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงจึงเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความเสี่ยงน้ำท่วมมาแต่อดีต ชุมชนริมน้ำมีบ้านพักอาศัยและการประกอบอาชีพที่ผูกพันกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด ความแปรปรวนของอากาศภายใต้อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอันเป็นผลกระทบของภาวะโลกร้อนอาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมที่มีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น นำมาซึ่งปัญหาต่อบ้านพักอาศัยในชุมชนริมน้ำ จึงทำให้เกิดคำถามถึงรูปแบบบ้านที่เหมาะสมในการรับมือกับน้ำท่วม งานวิจัยนี้ได้เลือกพื้นที่ศึกษาเป็นชุมชนริมน้ำ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ดังกล่าวเป็นตัวแทนของพื้นที่ราบลุ่มในภาคกลางที่ประสบภาวะน้ำท่วมบ่อยครั้งและถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ นอกจากนี้ชุมชนดังกล่าวยังเป็นชุมชนไทยดั้งเดิมที่มีการพัฒนารูปแบบบ้านมาเป็นเวลานานและมีความหลากหลาย ซึ่งเหมาะกับการเปรียบเทียบขีดจำกัดในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของบ้านรูปแบบต่างๆ งานวิจัยได้ทำการศึกษาโดยการลงพื้นที่เพื่อสำรวจบ้านพื้นถิ่นรูปแบบต่างๆในพื้นที่เพื่อศึกษาพัฒนาการของบ้านพักอาศัยในชุมชน ความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และประเด็นอื่นๆ  และความเสี่ยงจากน้ำท่วม พบว่าในวิถีชีวิตแบบเดิมที่อยู่ในบ้านใต้ถุนสูง ทำอาชีพเกษตรกรรม และสัญจรทางน้ำเป็นหลก น้ำท่วมที่เกิดขึ้นประจำทุกปีไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงเท่าใดนัก แต่เมื่อวิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไปทำให้สอดคล้องกับสภาพน้ำท่วมในชุมชนลดลงทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในประเด็นต่างๆ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านพักอาศัยโดยตรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินในบ้าน ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโอกาสการประกอบอาชีพ ปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวสูงขึ้นนั้นเกิดมากจากการประกอบอาชีพที่เปลี่ยนไปสัมพันธ์กับสภาพน้ำน้อยลง ความสำคัญของการสัญจรทางถนนที่เข้ามาทดแทนการสัญจรทางน้ำ และความนิยมในการสร้างบ้านพักอาศัยเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่โดยขาดการคำนึงถึงความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เป็นที่ราบลุ่มและเขตร้อนชื้น งานวิจัยนี้ยังได้สำรวจเก็บความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นต่อบ้านพักอาศัยเพื่อประเมินความอ่อนไหวต่อปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เลือกใช้ โดยใช้ความเสียหายจากน้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เป็นกรณีศึกษา นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์และความเร็วลมภายในบ้านพักอาศัยเพื่อประเมินความสบายเชิงอุณหภูมิภายในบ้าน จากผลการสำรวจ งานวิจัยนี้ได้ประเมินทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดของบ้านพักอาศัยที่มีความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโดยเฉพาะประเด็นของน้ำท่วมโดยอาศัยเกณฑ์ 3 ประการด้วยกัน คือความทนทานในการรับมือกับน้ำท่วม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ และความสอดคล้องกับภูมิอากาศในบริบทของชุมชนริมน้ำ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า รูปแบบของบ้านที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือ มีความทนทานต่อน้ำท่วมที่มีระดับน้ำสูง มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่ไม่แพงมากจนเกินไปและเอื้ออำนวยให้เกิดสภาวะสบายทางอุณหภูมิน่าจะเป็นบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคาเตี้ยชั้นเดียวมีใต้ถุน บ้านรูปแบบนี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความทนทานแข็งแรงและเสียหายน้อยกว่าไม้เมื่อเกิดน้ำท่วม อย่างไรก็ตามบ้านรูปแบบนี้ใช้วัสดุที่มีความจุความร้อนสูง และมีความโปร่งโล่งน้อยกว่าบ้านที่เป็นฝาไม้ซึ่งระบายอากาศดี ทำให้บ้านในรูปแบบนี้มีความเร็วลมในบ้านน้อยกว่า ความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิของอากาศในบ้านสูงกว่าบ้านที่ใช้ฝาไม้ ผลของการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน บ้านที่เหมาะสมกับชุมชนริมน้ำที่น้ำท่วมเป็นประจำและน้ำท่วมในระดับที่สูง จึงควรประยุกต์องค์ความรู้ในการก่อสร้างบ้านพื้นถิ่นโดยใช้รูปแบบของบ้านพื้นถิ่นที่มีใต้ถุนสูงแต่ใช้วัสดุใหม่ที่มีความคงทนสูงกว่าและราคาต่ำกว่า</p>
<p> </p>
<h3>ดาวน์โหลด: <a href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/copy7_of_.pdf" class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</a></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    
      <dc:subject>วิจัย</dc:subject>
    
    
      <dc:subject>โครงการ</dc:subject>
    
    <dc:date>2013-10-19T11:15:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>


  <item rdf:about="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project1">
    <title>ความเปราะบาง การสื่อสารความเสี่ยง และการปรับตัวของเกษตรกรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา</title>
    <link>http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Research/project_folder/project1</link>
    <description></description>
    <content:encoded xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><![CDATA[<h2 align="center" style="text-align:center; "></h2>
<h2 style="text-align: center; ">Vulnerability, Risk Communication and Adaptation to Climate Change Impact on Water Management in Agricultural Communities: <span>Case study in Bangnampriao District, Chacherngsao Province</span></h2>
<p> </p>
<h2>คณะผู้วิจัย</h2>
<table class="plain">
<tbody>
<tr>
<th style="text-align: left; "><span style="text-align: -webkit-center; ">ชื่อ</span></th><th style="text-align: left; "><span style="text-align: -webkit-center; ">หน่วยงาน</span></th>
</tr>
<tr>
<td>ดร.จารุวรรณ เกษมทรัพย์</td>
<td><span>ภาควิชาการจัดการงานวิศวกรรม, มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต </span></td>
</tr>
<tr>
<td>ผศ. มณี พนิชการ</td>
<td>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต</td>
</tr>
<tr>
<td>ดร. ศศิพรรณ บิลมาโนช</td>
<td>คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต</td>
</tr>
<tr>
<td>พันเอกหญิงวโรชา  สุทธิรักษ์</td>
<td>คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> </p>
<h2><span>ระยะเวลาดำเนินการ: </span></h2>
<p><span> </span><span>10 เดือน [กันยายน 2554 - มิถุนายน 2555]</span></p>
<p> </p>
<h2>รายละเอียดโดยย่อ</h2>
<p style="text-align: justify; ">ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อความแปรปรวนของปริมาณฝน อุณหภูมิและระดับน้ำทะเล ซึ่งส่งผลต่อเนื่องต่อทรัพยากรน้ำในเชิงคุณภาพและปริมาณ เนื่องจากปริมาณฝนตกน้อยลงหรือทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำผิวดิน หรืออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการระเหยของน้ำจากพืชและแหล่งน้ำผิวดิน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะส่งผลให้ความเค็มปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดังนั้นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในการจัดสรรทรัพยากรน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อัตราการใช้น้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่น พื้นที่ในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และ แผนการพัฒนาเมืองบริวารของกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ดีร้อยละ 90 ของการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบันเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ประมงน้ำจืด และปศุสัตว์ นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังได้รับจากอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุนผ่านทางแม่น้ำบางปะกง ส่งผลให้สภาพน้ำในลำคลองต่างๆเป็นน้ำกร่อย ดังนั้นการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดัชนีความเปราะบางในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนเกษตรกรในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนการสื่อสารความเสี่ยง และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวของชุมชนเกษตรกรในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคม</p>
<p style="text-align: justify; ">การวิจัยในครั้งนี้ ได้เลือกพื้นที่ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึงมีการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม โดยแหล่งน้ำในธรรมชาติ เช่น แม่น้ำบางปะกง คลองประเวศบุรีรมย์ คลองบางขนาก โดยระบบชลประทานซึ่งรับผิดชอบโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์เจ้าไชยานุชิต ในการควบคุมระดับน้ำในช่วงฤดูฝน ฤดูแล้ง เพื่อกักเก็บน้ำในลำคลองสำหรับการทำเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภค การระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนป้องกันน้ำเค็มไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ทำการเกษตร ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราประกอบอาชีพทำนา 323,085 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 90 และยกร่องปลูกไม้ผล ได้แก่ มะม่วง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน มะพร้าว และหมาก เป็นต้น  ปัญหาภัยแล้ง จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม  ของทุกปี  เนื่องจากปริมาณของน้ำฝนมีน้อยและแม่น้ำบางปะกงมีความเค็มเกินระดับ  ไม่สามารถนำมาใช้ในการอุปโภค  บริโภค  หรือเพื่อการเกษตร  ประกอบกับพื้นที่อำเภอเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเกษตร  ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา  สามารถทำนาได้   5  ครั้งในช่วง  2  ปี  จึงต้องใช้น้ำในปริมาณมาก  ทำให้น้ำไม่เพียงพอ  ในขณะที่ปัญหาน้ำท่วม จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน  ของทุกปี  เนื่องจากมีฝนตกมาก  และพื้นที่อำเภอติดกับเขตกรุงเทพฯ  จึงต้องรับน้ำจากทางเหนือที่ไหลลงสู่กรุงเทพฯ  กรมชลประทานจะปัดน้ำให้ไหลผ่านเข้าเขตอำเภอเพื่อออกสู่แม่น้ำบางปะกง  เป็นการระบายน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษา ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (2554b) พบว่า หมู่บ้านที่มีค่าความอ่อนไหว (Sensitivity) สูงต่อการเกิดปัญหาภัยแล้งในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว คือ บ้านคลอง 21 ตำบลดอนเกาะกา และบ้านคลองหกวา ตำบลดอนเกาะกา ในขณะที่หมู่บ้านที่มีความสามารถในการตั้งรับและปรับตัวสูง คือ ชุมชนบ้านประสิทธิ์สุข ตำบลบางขนาก  นอกจากนี้ สุจริต คูณธนกุลวงศ์  (2553) ได้ศึกษาผลกระทบจากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก พบว่า ในอนาคต ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมีแนวโน้มลดลงร้อยละในช่วง 27.04 – 41.76 (เนื่องจากปริมาณฝนลดลง)  และลุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่มีสภาพความขาดแคลนน้ำ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น   ประกอบกับ อำเภอบางน้ำเปรี้ยวจัดอยู่ในแนวเขตของแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก แผนพัฒนาเมืองบริวารกรุงเทพมหานคร นั้นคือ ในอนาคต ความเจริญทางเศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในอำเภอบางน้ำเปรียว โดยเฉพาะ ชุมชนเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคม และมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ง่าย  ดังนั้นการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดัชนีความเปราะบางในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนเกษตรกรในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ในด้านปัจจัยเปิดรับทางภูมิอากาศ (Exposure)  ความอ่อนไหว (Sensitivity) และมาตรการรับมือ (Coping Capacity) ตลอดจนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และความตระหนัก ให้แก่เกษตรกร เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเกษตรกร จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ สังคม ในปัจจุบันและอนาคต และเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวของชุมชนเกษตรกรในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมเหล่านั้น</p>
<p> </p>
<h2><span>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</span></h2>
<ul>
<li style="text-align: justify; ">เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ดัชนีปัจจัยเปิดรับผลกระทบ  (Exposure)  ความอ่อนไหว (Sensitivity) และ      มาตรการรับมือ (Coping      Capacity) ของความเปราะบางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว  จังหวัดฉะเชิงเทรา      ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สภาพเศรษฐกิจและสังคม</li>
<li>เพื่อศึกษารูปแบบการสร้างกระบวนการเรียนรู้      และความตระหนัก ให้แก่เกษตรกร      เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเกษตรกร      จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ สังคม ในปัจจุบันและอนาคต      ในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา </li>
<li>เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ      ของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา  เพื่อลดความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เศรษฐกิจ      และสังคม</li>
</ul>
<p> </p>
<h2>กรอบแนวคิด</h2>
<p> </p>
<p align="center"><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Chacherngsao_FrameWork" alt="Chacherngsao FrameWork" class="image-inline" title="Chacherngsao FrameWork" /></p>
<p align="center"> </p>
<h2>ขั้นตอนการศึกษาและวิธีดำเนินการวิจัย</h2>
<p> </p>
<p align="center"><img src="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/Members/reserve_files/image/Chacherngsao_meth" alt="Chacherngsao Research Method" class="image-inline" title="Chacherngsao Research Method" /></p>
<h3></h3>
<h2></h2>
<h2>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h2>
<ul>
<li>องค์ความรู้      การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของ 10 หมู่บ้านนำร่อง      ในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา </li>
<li>อาสาสมัครชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและภัยธรรมชาติ      ที่มีจิตสาธารณะ มีทักษะเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยในการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ำและมีภาวะความเป็นผู้นำสูงจากชุมชนนำร่องที่ศึกษาในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว      จังหวัดฉะเชิงเทรา</li>
</ul>
<p> </p>
<h2>สรุปผลการศึกษา</h2>
<p style="text-align: justify; ">ความเปราะบางของเกษตรกรในอาเภอบางน้าเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา จากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ในปัจจุบัน โดยเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ในหมู่ 1 บ้านบางเชือกเขา ตาบลโยธะกา มีความเปราะบางสูงจากปัญหาอุทกภัย ในขณะที่เกษตรกรชาวนา ชาวสวน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ในหมู่ 1 บ้านบางเชือกเขา หมู่ 2 บ้านนาคา หมู่ 11 บ้านท่าช้าง ตาบลโยธะกา หมู่ 9 บ้านคลองหกวา หมู่ 10 บ้านคลองหกวา ตาบลดอนเกาะกา หมู่ 10 บ้านพงษ์กระถิน ตาบลโพรงอากาศ และหมู่ 18 บ้านประจารัง ตาบลบางขนาก ตาบลโยธะกา มีความเปราะบางสูงจากปัญหาภัยแล้ง และปัญหาน้าเค็มหนุน ซึ่งจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต จากแบบจาลองภูมิอากาศระดับโลก ECHAM 4 A2 ในช่วงปี พ.ศ. 2583-2602 พบว่า ปริมาณฝนรวมรายปีเฉลี่ยของลุ่มน้าเจ้าพระยาตอนล่างและลุ่มน้าป่าสักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณฝนในช่วงฤดูแล้งมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดและต่าสุดมีแนวโน้มสูงขึ้น ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเลเฉลี่ยรายปีบริเวณอ่าวไทยตอนใน จากแบบจาลอง DIVA และ POM ในช่วงเวลา พ.ศ. 2553 – 2572 และ พ.ศ. 2573 – 2592 พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 9.41 และ 20.02 เซนติเมตร ตามลาดับ ทาให้ปัญหาการรุกของน้าเค็มในแม่น้าบางปะกงเพิ่มสูงขึ้น นั้นคือ ความเปราะบางของเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ในพื้นที่ที่มีเสี่ยงสูง ของอาเภอบางน้าเปรี้ยวมีแนวโน้มมีความรุนแรงมากขึ้น</p>
<p style="text-align: justify; ">นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมอาเภอบางน้าเปรี้ยว เช่น แผนพัฒนาเมืองบริวารกรุงเทพมหานคร การขยายตัวของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก จะส่งผลกระทบ ทาให้เกิดการขาดแคลนน้าในการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆในอนาคตเหล่านี้ จาเป็นต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรในอาเภอบางน้าเปรี้ยวอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีความตระหนักถึงความเสี่ยง และวางแผนยุทธศาสตร์ในระดับชุมชนเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยการพัฒนาสื่อและรูปแบบของการสื่อสารความเสี่ยงแก่เกษตรกรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้า โดยพบว่าสื่อบุคคลจะสร้างความเข้าใจได้มาก และโน้มน้าวใจให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมได้ในระดับปานกลาง ในขณะที่สื่อเกมส์การ์ตูนจะสามารถโน้มน้าวใจให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติ พฤติกรรมได้ ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกันยุทธศาสตร์การปรับตัวในการบริหารจัดการน้าของเกษตรกรในอาเภอบางน้าเปรี้ยวจากกระบวนการเรียนรู้โดยผ่านสื่อเกมส์การ์ตูน พบว่าเกษตรกรในอาเภอบางน้าเปรี้ยว จะเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และลดปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัย โดยการทาคันกั้นน้าเพื่อป้องกันน้าท่วม ขุดลอกคูคลองเพื่อปรับปรุงสภาพลาน้า ยกร่องสวนให้สูงขึ้น ทารางระบายน้าเพื่อระบายน้าออกจากพื้นที่ และล้อมบ่อด้วยมุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาและกุ้งว่ายออกจากบ่อ การปลูกพืชระยะสั้น ปลูกข้าวขึ้นน้า ปลูกพืชทนน้า หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์น้าในช่วงฤดูฝน แปรรูปสินค้าเกษตร การรับจ้างใช้แรงงานนอกพื้นที่ จับปลาในแหล่งน้ามาขาย การเลี้ยงกบในกระชังมากขึ้น</p>
<p style="text-align: justify; ">ในขณะที่ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรที่มีความเสี่ยงจะปรับตัวโดยการขุดสระน้าเพื่อใช้ในฤดูแล้ง การปลูกพืชระยะสั้น ปลูกพืชทนแล้ง แปรรูปผลผลิต การรับจ้างใช้แรงงานนอกพื้นที่ จับกุ้งในแหล่งน้ามากขึ้น ตลอดจนปัญหาน้าเค็มหนุน เกษตรกรจะปรับตัวโดยการปลูกพืชทนเค็ม การปลูกพืชระยะสั้น เลี้ยงกุ้งมากขึ้น แปรรูปผลผลิต รับจ้างใช้แรงงานนอกพื้นที่ แนวทางในการปรับตัวดังกล่าว จะทาให้ความเปราะบางในพ้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงลดลงจากระดับความเปราะบางสูงมาอยู่ในระดับปานกลาง ตลอดจนแผนบริหารจัดการน้าในอาเภอบางน้าเปรี้ยว จะช่วยลดความเปราะบางลงได้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาอุทกภัยในตาบลโยธะกาได้เท่านั้น นั้นคือ เกษตรกรชาวนา ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากปัญหาภัยแล้งและน้าเค็มหนุน ดังนั้นภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่ เพื่อเป็นแหล่งน้าต้นทุนในการเกษตรเพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify; ">จากการถอดบทเรียนจากการศึกษาวิจัย พบว่า ข้อจากัดในการเข้าถึงข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากนักวิชาการอาวุโส มักไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ตลอดจนข้อมูลบางแหล่งมีการคัดลอกมา โดยไม่มีการเก็บรวบรวมใหม่ ทาให้ต้องมีการตรวจสอบก่อนนามาใช้ ตลอดจนเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเกษตรกรชาวนา ชาวสวน และผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้า เพื่อศึกษาความเปราะบางของต่อปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และน้าทะเลหนุน ทั้งในระดับตาบลและหมู่บ้าน ควรใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม แทนการใช้แบบสอบถาม เพื่อสร้างความเป็นกันเองระหว่างผู้วิจัยและผู้ให้ข้อมูล เนื่องจากการสัมภาษณ์ การสนทนา จะสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่คนในชุมชนได้รับจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ การสนทนาอาจเริ่มต้นโดยถามเกี่ยวกับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ แล้วชุมชนจะเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นกันเอง โดยจานวนผู้เข้าร่วมในการสนทนาไม่ควรเกิน 25 คน เพื่อกระจายความสนใจให้กับทุกคน ให้บุคคลเหล่านั้นได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการวิจัยและกล้าเล่าเรื่องราวต่างๆ ทั้งนี้ผู้วิจัยอาจเขียนเป็นแผนผังเชื่อมโยงเพื่อให้ง่ายต่อการนามาเรียบเรียงใหม่ได้และหัวข้อในการสนทนาไม่ควรเป็นไปตามแบบฟอร์ม โดยผู้วิจัยควรมีจิตวิทยา และทักษะในการพูดคุยกับชุมชน และต้องพยายามสรุปประเด็นการสนทนา เพื่อไม่ให้ใช้ระยะเวลานานเกิน 2 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: justify; ">นอกจากนี้ กระบวนการสร้างการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร โดยการใช้สื่อบุคคล จะต้องไม่ใช้ภาษาที่วิชาการมากเกินไป และไม่ควรใช้ระยะเวลาเกิน 30 นาที โดยต้องมีรูปภาพ ประกอบให้ชัดเจน พยายามให้เนื้อหาในการสื่อสารใกล้เคียงกับชีวิตประจาวันของคนในชุมชนให้มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข และระหว่างที่มีการสื่อสาร ควรมีการสุ่มตัวอย่างคนในชุมชนเพื่อถามคาถาม และเพื่อดึงดูดให้ผู้เข้าร่วมสนใจเนื้อหาของสื่อตลอดเวลาอย่างไรก็ดี เกษตรกรในชุมชน ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจแผนที่ชุมชน เพื่อสื่อสารตาแหน่งต่างๆ ของชุมชนดังนั้นจึงอาจให้คนในชุมชนช่วยกันคิด ช่วยกันวาดภาพ แล้วผู้วิจัยนามาเรียบเรียงใหม่เองได้ นอกจากนี้กระบวนการสัมภาษณ์เกษตรกร หรือระดมความคิดเห็นจากเกษตรกร เพื่อให้เสนอแนะแนวทางการปรับตัวของชุมชน ไม่เหมาะสมกับเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้และไม่มีความมั่นใจในแนวทางการปรับตัว ดังนั้น การพัฒนากระบวนการใหม่โดยใช้เกมส์เพื่อสื่อสารและกระบวนการกระตุ้นให้คนในชุมชนได้กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และมีความเป็นไปได้ในอนาคต ในมุมมองของเกษตรกร อีกทั้งสามารถนาไปทดลองซ้าในชุมชนอื่น และจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในการคิดหาแนวทางปรับตัว และนาไปสู่ภาครัฐในการออกนโยบายเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ชุมชนเกษตรกรมีความยั่งยืนในการดาเนินชีวิตมากขึ้น</p>
<p> </p>
<h3><span style="text-align: justify; ">ดาวน์โหลด: </span><a style="text-align: justify; " href="http://diktas.iwlearn.org/thailandadaptation/e-library/e-library_files/..pdf" class="internal-link"><span class="internal-link">รายงานฉบับสมบูรณ์</span></a></h3>]]></content:encoded>
    <dc:publisher>No publisher</dc:publisher>
    <dc:creator>sirithorn@start.or.th</dc:creator>
    <dc:rights></dc:rights>
    
      <dc:subject>วิจัย</dc:subject>
    
    
      <dc:subject>โครงการ</dc:subject>
    
    <dc:date>2013-10-19T06:55:00Z</dc:date>
    <dc:type>Page</dc:type>
  </item>




</rdf:RDF>
